บทว่า อตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานาติ คือ มีทิฏฐิว่า เรา
ย่อมรู้จักอัตตานี้ ด้วยตนนี้ เพราะถือว่า อัตตาในขันธ์โดยปกติ คือ
สัญญาขันธ์ แล้วรู้จักขันธ์ที่เหลือด้วยสัญญาขันธ์.
บทว่า อตฺตนาว อนฺตตานํ - มีทิฏฐิอย่างนี้ เพราะถือสัญญา-
ขันธ์นั่นแหละ ว่าเป็นอัตตา. ถือขันธ์ที่เหลือ ๔ อย่างว่าเป็นอนัตตา
แล้วรู้จักขันธ์เหล่านั้นด้วยสัญญาขันธ์.
บทว่า อนตฺตาว อตฺตานํ คือ มีทิฐิอย่างนี้ เพราะถือ
สัญญาขันธ์ ว่าเป็นอนัตตา. ถือขันธ์ ๔ พวกนี้ ว่าเป็นอัตตา แล้ว
รู้จักขันธ์เหล่านั้น ด้วยสัญญาขันธ์. ทิฏฐิแม้ทั้งหมดก็เป็นสัสสตทิฏฐิ
และอุจเฉททิฏฐินั่นเอง.
ส่วนบทมีอาทิว่า วโท เวเทยฺโย - เป็นอาการของการยึดมั่น
ในสัสสตทิฏฐินั่นเอง ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า วโท เพราะอรรถว่า
กล่าว, ท่านอธิบายว่า ผู้ทำวจีกรรม ชื่อว่า เวเทยฺโย เพราะอรรถ
ว่ารู้ ท่านอธิบายว่า รู้และเสวย รู้อะไร ? รู้วิบากของกรรมดีและ
กรรมชั่ว ในอารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า ตตฺร ตตฺร คือ ในโยนิ คติ ฐิติ นิวาสและนิกาย
นั้น ๆ หรือในอารมณ์. บทว่า นิจฺโจ คือ ไม่มีเกิดดับ. บทว่า ธุโว
คือ มั่นคงเป็นสาระ.