สุปปารกะ. ทารุจิริยะนั้น ได้เห็นแสะสว่างส่องมาในที่อยู่ของตน จึงออกมา
ข้างนอก เห็นท้าวมหาพรหมเข้า จึงประคองอัญชลีถามว่า ท่านเป็นใครหนอ .
ท้าวมหาพรหมตอบว่า เราเป็นสหายเก่าของท่าน ได้บรรลุอนาคามิผลแล้ว
ไปบังเกิดในพรหมโลก หัวหน้าของพวกเราทั้งหมด เป็นพระอรหันต์ปรินิพ-
พานแล้ว ส่วนพวกท่าน ๕ คน ไปบังเกิดในเทวโลก บัดนี้เรานั้นได้เห็น
ท่านเลี้ยงชีวิตด้วยการงานคือการหลอกลวงในที่นี้ จึงได้มาเพื่อสั่งสอนท่าน
แล้วกล่าวถึงเหตุนี้ว่า พาหิยะ ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ ทั้งไม่ใช่เป็นผู้ปฏิบัติ
ตามหนทางพระอรหัตเลย ท่านจะเป็นพระอรหันต์ หรือว่าท่านจะเป็นผู้ปฏิบัติ
ตามหนทางพระอรหัตด้วยปฏิปทาใด ปฏิปทาแม้นั้นไม่ได้มีแก่ท่านเลย. ลำดับ
นั้น ท้าวมหาพรหมได้บอกเขาว่า พระศาสดาทรงอุบัติขึ้นแล้ว และได้บอก
เขาว่า พระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้ส่งเขาไปด้วยสั่งว่า จงไปเฝ้า
พระศาสดาเถิด แล้วก็ได้กลับไปยังพรหมโลกตามเดิม.
ฝ่ายพาหิยะ มองดูท้าวมหาพรหมผู้ยืนกล่าวอยู่ในอากาศแล้ว คิดว่า
โอ เราได้กระทำกรรมหนักหนอ เรามิได้เป็นพระอรหันต์ แต่คิดว่าเป็นพระ-
อรหันต์แล้ว ท้าวมหาพรหมกล่าวกะเราว่า ท่านไม่ใช่เป็นพระอรหันต์เลย
ทั้งท่านก็มิได้ปฏิบัติตามหนทางพระอรหัตด้วยดังนี้ คนอื่นที่เป็นพระอรหันต์
ในโลกนี้ มีหรือไม่หนอ. ลำดับนั้น พาหิยะจึงถามเทวดานั้นว่า เมื่อเป็นเช่น
นั้นพวกใครเล่า เป็นพระอรหันต์ หรือว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามหนทางพระอรหัต.
ลำดับนั้น เทวดาจึงบอกเขาว่า พาหิยะ ในอุตตรชนบทมีพระนครหนึ่ง ชื่อ
สาวัตถี บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กำลังประทับอยู่ในพระนครนั้น พาหิยะ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็น