Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 72 หน้าที่ 345

เล่ม มมร. 72 หน้า 345 ข้อ 133
นี้เท่านั้นแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ก่อนแต่พุทธุปบาทกาลนั่นแล กุลบุตรผู้นี้ ได้บังเกิดในราชตระกูลในกรุง พาราณสี พอพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ได้ ปรากฏว่าสมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในคราวนั้นพระราชาในปัจจันตชนบทพระองค์ หนึ่ง ทรงดำริว่า เราจักยึดเอาราชสมบัติให้ได้ แล้วจึงเสด็จมาล้อมพระนคร เอาไว้ ได้ตั้งค่ายพักแรมแล้ว. ลำดับนั้น พระราชาได้มีสมานฉันท์เป็น อันเดียวกันกับพระราชมารดา สั่งให้ปิดประตูทั้ง ๔ ทิศ ตั้งค่ายป้องกันตลอด ๗ วัน ความหลงประตูได้มีแก่พวกคนที่จะเข้าไป และคนที่จะออกมาครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ประกาศธรรมในมิคทายวิหาร. พระราชาได้ทรง สดับแล้ว จึงทรงมีรับสั่งให้เปิดประตูเมืองแล. แม้พระเจ้าปัจจันตราชา ก็ทรง หนีไปแล้ว. ด้วยวิบากแห่งกรรมอันนั้น เขาจึงได้เสวยความทุกข์ในอบายมี นรกเป็นต้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ แม้จะได้บังเกิดในราชตระกูลก็ตาม ยังได้ เสวยความทุกข์เห็นปานนี้ร่วมกับพระราชมารดา. ก็ตั้งแต่เวลาที่ท่านได้บวช แล้ว ปัจจัย ๔ ย่อมบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุสงฆ์ตามปรารถนา. เรื่องในอดีตต้น ได้บังเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้. ในกาลต่อมา พระศาสดาได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี. พระเถระ ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักทดลองกำลังบุญของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงประทานภิกษุให้ ๕๐๐ องค์เถิด. พระศาสดาตรัสว่าเธอจงพาไปเถิดสีวลี. พระสีวลีนั้นได้พา ภิกษุ ๕๐๐ องค์ไปแล้ว มุ่งหน้าไปยังหิมวันตประเทศ ถึงหนทางปากดง. เทวดาที่สิง อยู่ ณ ต้นนิโครธอันพระเถระนั้นเห็นแล้วเป็นครั้งแรก ได้ถวาย ทานแล้วตลอด ๗ วัน. เพราะเหตุนั้น พระเถระนั้นจึงกล่าวว่า :-
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka