Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 72 หน้าที่ 393

เล่ม มมร. 72 หน้า 393 ข้อ 137
ครั้งนั้น เราได้เสวยราชสมบัติใหญ่อัน เป็นทิพย์ในโลก ได้เสวยราชสมบัติใหญ่ของ พระเจ้าจักรพรรดิ ก็มากครั้ง เราเกิดแต่ในสองภพ คือ ในเทวดาและ มนุษย์ ไม่รู้จักคติอื่น นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี. เราเกิดแต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์ และสกุลพราหมณ์ หาเกิดในสกุลที่ต่ำทรามไม่ นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี ก็ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเป็นโอรส ของพระเจ้าพิมพิสาร ในพระนครราชคฤห์อัน อุดม มีนามว่า อภัย เราไปสู่อำนาจของบาปมิตร สมาคมกับ นิครนถ์ อันนิครนถ์นาฏบุตรส่งไป จึงได้เฝ้า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราทูลถามปัญหาอัน ละเอียดสุขุม ได้สดับการฟังพยากรณ์อย่างสูงแล้ว จึงบวช ไม่นาน ก็ได้บรรลุพระอรหัต เราเป็นผู้กล่าวสดุดีพระชินวรเจ้าทุกเมื่อ เพราะกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีร่างกายและปากมี กลิ่นหอม เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข เพราะกรรมนั้นส่งผลให้ เราจึงเป็นคน มีปัญญากล้า มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาเร็ว มี ปัญญามาก และปฏิภาณอันวิจิตร
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka