ขอท่านจงอนุญาตโรงไฟให้เถิด. อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่ามหาสมณะ ตามใจ
ท่าน ท่านจงอยู่ตามสบายเถิด. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จ
เข้าไปยังโรงไฟ ทรงปูลาดสันถัดหญ้า ประทับนั่ง คู้บัลลังก์ ทรงตั้งพระกาย
ตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้าอย่างนั้นคง.
นาคราชนั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปแล้ว เดือดดาลใจ
จึงบังหวนควัน ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า ถ้า
อย่างไรเราพึงครอบงำเดชด้วยเดชให้จรดผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อใน
กระดูกของนาคราชนี้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรุงแต่งอิทธาภิ-
สังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว. ลำดับนั้นแลนาคราชนั้น ไม่สามารถ
จะอดทนความลบหลู่ได้โพลงไฟขึ้นแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ทรงเข้า
เตโชกสิณโพลงไฟขึ้นแล้ว.
โรงไฟมีกองไฟ ๒ กองลุกโพลง ดุจแสงพระอาทิตย์ ลุกโชติช่วง
โพลงไปทั่ว . ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น พากันแวดล้อมโรงไฟแล้ว
กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราเอ๋ย ! พระมหาสมณะผู้มีพระรูปพระโฉมอันแสนจะ
งดงาม กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่. ลำดับนั้นแล เมื่อราตรีนั้นผ่านไป
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชนั้น จนจรดถึง ผิว
หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกแล้วจับใส่ในบาตร แสดงให้
อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นประจักษ์แล้ว. ตรัสว่า กัสสปะ นาคราชของท่านนี้
ได้ถูกเราใช้เดชครอบงำเดชจนหมดฤทธิ์แล้ว. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสป-
ชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักหนา
จึงได้ใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชที่ดุร้ายมีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงนี้ได้
ถึงกระนั้น ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา.