ในบทเหล่านั้น บทว่า ททมานสฺส คือให้หมอควักเพื่อจะให้นัยน์ตา.
บทว่า เทนฺตสฺส คือวางนัยน์ตาที่ควักแล้วนั้นไว้บนมือสักกพราหมณ์. บทว่า
ทินฺนทานสฺส คือให้นัยน์ตาเป็นทานแล้ว. บทว่า จิตฺตสฺส อญฺกา คือ
อัธยาศัยในการให้มิได้เป็นอย่างอื่น. บทว่า โพธิยาเยว การณา เพราะ
เหตุแห่งพระโพธิญาณนั่นเอง. คือจักษุทานนั้นเป็นเหตุแห่งพระสัพพัญญุต-
ญาณนั่นเอง.
เราทำสิ่งที่ทำได้ยากอย่างนี้ เพราะพระสัพพัญญุตญาณหาได้ยาก
เพราะเหตุนั้นเมื่อจะทรงแสดงว่า เพราะเราไม่รักนัยน์ตาก็หามิได้ ไม่รักอัต-
ภาพก็หามิได้ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เม เทสฺสา จักษุทั้งสองเรา
เกลียดชังก็หามิได้เป็นอาทิ. น อักษรตัวแรกในบทว่า อตฺตา น เม น
เทสฺสิโย เป็นเพียงนิบาต ความว่า แม้ตนเราก็มิได้เกลียดชัง อธิบายว่า
ตนเราก็ไม่โกรธ ไม่เป็นที่รักก็หามิได้. ปาฐะว่า อตฺตานํ เม น เทสฺสิยํ
ก็มีความว่าตนเราก็มิได้เกลียด. บทนั้นมีความว่า เราไม่เกลียดไม่โกรธ
ไม่ควรจะโกรธตนของเรา. อาจารย์บางท่านกล่าวว่า อตฺตาปิ เม น เทสฺสิ-
โย ก็มีความอย่างเดียวกัน. บทว่า อทาสหํ ตัดบทเป็น อทาสึ อหํ คือ
เราได้ให้แล้ว. ปาฐะว่า อทาสิหํ ก็มี แปลอย่างเดียวกัน.
ก็ในครั้งนั้น เมื่อพระเนตรเกิดขึ้นแล้วด้วยสัตยาธิษฐานของพระ-
โพธิสัตว์ พวกราชบริษัททั้งหมดได้ประชุมกันด้วยอานุภาพของท้าวสุกกะ