Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 147

เล่ม มมร. 74 หน้า 147 ข้อ 8
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํ มํ คือ โย มํ. บทว่า โส คือพราหมณ์ผู้ ขอนัยน์ตานั้น. บทว่า อาคา คือมาแล้ว. บทว่า วณิพฺพโต คือผู้ขอ. บทว่า มํ อาวิสิ เข้าไปหาเรา คือ ปีติล้นพ้นได้เข้าไปถึงเราผู้ให้นัยน์ตาแก่พราหมณ์ แล้วไม่คำนึงถึงเวทนาเห็นปานนั้น แม้ในเวลาตาบอดแล้วพิจารณาอยู่ว่า โอ ทานเราให้ดีแล้ว. บทว่า โสมนสฺสญฺจนปฺปกํ คือ ความโสมนัสหา ประมาณมิได้ เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า เอเตน ความว่า หากว่าในครั้งนั้นปีติ และโสมนัสไม่น้อยเกิดขึ้นแก่เรา. คำที่เรากล่าวนั้นเป็นความจริง. ด้วย สัจวาจาของเรานี้ ขอนัยน์ตาแม้ข้างที่สองจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด. ในทันใดนั้นเองพระเนตรแม้ข้างที่สองเกิดขึ้น. แต่พระเนตรทั้งสอง ของพระโพธิสัตว์นั้นไม่เหมือนเดิมทีเดียว. มิใช่เป็นของทิพย์. เพราะไม่ สามารถจะทำนัยน์ตาที่ให้แก่สักกพราหมณ์เหมือนเดิมได้อีก. อนึ่ง ทิพยจักษุ ย่อมไม่เกิดแก่ผู้มีนัยน์ตาถูกทำลายแล้ว. นัยน์ตาเกิดด้วยอำนาจแห่งปีติ ซาบซ่านอาศัยปีติในทานของตน ของพระโพธิสัตว์นั้น ไม่วิปริตในเบื้องต้น ใน ท่ามกลางและในที่สุด ตามนัยดังกล่าวแล้ว ท่านเรียกว่า สัจจปารมิตา- จักษุ คือจักษุอาศัยสัจบารมี. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดีให้แล้วก็ดี จิตของเรามิได้เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแต่ง พระโพธิญาณนั่นเอง.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka