กล่าวว่า อิธ ชีวตํ บ้าง. ความว่า เป็นอยู่ในโลกนี้. บทว่า อมานุสํ คือเรา
ได้ทิพยจักษุ. ด้วยเหตุนี้จึงควรกล่าวได้ว่า ไม่มีสิ่งชื่อว่าสูงสุกว่าการบริจาค.
บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา คือเห็นทิพยจักษุที่เราได้นี้แล้ว.
พระโพธิสัตว์มิได้ทรงแสดงด้วยคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ในขณะนั้น
เท่านั้น อันที่จริง พระโพธิสัตว์ทรงประชุมมหาชนในอุโบสถ ทรงแสดงธรรม
แม้ทุกกึ่งเดือนด้วยประการฉะนี้. มหาชนได้สดับพระธรรมนั้นแล้ว ต่าง
ทำบุญมีทานเป็นต้นแล้วก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก.
หมอในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้. ท้าวสักกะ คือ
พระอนุรุทธเถระ. บริษัทที่เหลือ คือพุทธบริษัท. พระเจ้าสีวิราช คือพระ-
โลกนาถ.
แม้ในสิวิราชจริยานี้ของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี
ทั้งหลายตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพ
ของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ ทุกๆ วัน วัตถุอันเป็นไทยธรรมภายนอก
ที่ไม่เคยพระราชทาน ไม่มีฉันใด เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงบริจาคมหาทานอัน
นับไม่ถ้วนก็ฉันนั้น ไม่ทรงยินดีด้วยมหาทานนั้น ทรงดำริว่า ทำอย่างไรหนอ
เราจะพึงบริจาคทานอันเป็นวัตถุภายในได้. เมื่อไรหนอจะพึงมีใคร ๆ มาหา
เราแล้วขอไทยธรรมอันเป็นวัตถุภายใน. หากมีผู้ขออะไร ๆ จะพึงขอเนื้อ-
หทัยของเรา เราจักนำเนื้อหทัยนั้นออกด้วยหอกแล้วนำหทัยซึ่งมีหยาดเลือด
ไหลดุจยกดอกบัวพร้อมด้วยก้านขึ้นจากน้ำใสแล้วจักให้. หากพึงขอเนื้อใน