แม้พระนางมัทรีเทวี ทรงเห็นพระมหาสัตว์ก็ทรงหมอบแทบพระบาท
ทรงกันแสงเสด็จเข้าอาศรมกับพระมหาสัตว์ แล้วเสด็จไปยังบรรณศาลาของ
พระนาง ทรงถือเพศเป็นฤาษี. ภายหลังทรงให้พระกุมารกุมารีเป็นดาบส
กุมาร.
พระโพธิสัตว์ทรงขอพรพระนางมัทรีว่า ตั้งแต่นี้ไปเราเป็นนักบวช
แล้ว. ธรรมดาสตรีย่อมเป็นมลทินแก่พรหมจรรย์. บัดนี้เธออย่ามาหาเรา
ในกาลอันไม่สมควรเลย. พระนางรับว่าดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วขอพรพระ-
มหาสัตว์บ้างว่า ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์ทรงแลดูโอรสธิดาอยู่ ณ บรรณ-
ศาลานี้เถิด หม่อมฉันจักแสวงหาผลาผลมาถวาย. ตั้งแต่นั้นพระนางมัทรีก็
ทรงนำผลาผลมาแต่ป่าทรงปรนนิบัติชนทั้ง ๓. กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ประ-
ทับอยู่ ณ หลืบภูเขาวงกตประมาณ ๗ เดือน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า อามนฺตยิตฺวา เทวินฺโท วิสฺสกมฺมํ มหิทฺธิกํ ท้าวสักกะจอมเทพ
ตรัสเรียกวิษณุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากมาดังนี้เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยิตฺวา คือตรัสเรียก. บทว่า มหิทฺธิกํ
คือผู้ประกอบด้วยฤทธิ์มาก. บทว่า อสฺสมํ สุกตํ คือให้สร้างอาศรมบท
ให้ดี. ความว่า บรรณศาลาอันสมควรเป็นที่ประทับของพระเวสสันดรน่า-
รื่นรมย์. บทว่า สุมาปุยา คือให้สร้างให้ดี. บทว่า อาณาเปสิ เป็นคำ
ที่เหลือ. บทว่า สุมาปยิ คือให้สร้างโดยชอบ.