Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 210

เล่ม มมร. 74 หน้า 210 ข้อ 9
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วทรงสลดพระทัยว่า เราได้ทำลายความ ดีงาม ทันใดนั้นเอง ทรงจัดกองทัพนับได้ ๑๒ อักโขภินี ( อักโขภินีหนึ่ง เท่ากับร้อยล้านแสนโกฏิ ) ทรงมุ่งพระพักตร์เสด็จไปเขาวงกต พร้อมด้วย พระนางผุสดีเทวี และสองกุมาร. เสด็จถึงโดยลำดับแล้วทรงเข้าไปหาพระ- โอรสและพระสุณิสา. พระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นพระปิยบุตร ไม่สามารถอดกลั้น ความโศกได้ ทรงสลบล้มลง ณ ที่บรรณศาลานั่นเอง. พระนางมัทรี พระ- ชนกชนนี และเหล่าอำมาตย์ ๖๐,๐๐๐ ที่เป็นสหชาติต่างก็สลบไสลไปตาม ๆ กัน. บรรดาผู้เห็นความกรุณานั้นไม่สามารถดำรงอยู่โดยความเป็นตนของตน ได้. ตลอดอาศรมบท ได้เป็นเหมือนป่าสาละที่ถูกลมยุคันตวาตโหมกระหน่ำ ฉะนั้น. ท้าวสักกเทวราช เพื่อให้กษัตริย์และอำมาตย์ฟื้นจากสลบจึงบันดาล ให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา. ผู้ประสงค์จะให้เปียกก็เปียก ดุจฝนตกลงใน ใบบัว แล้วกลับกลายเป็นน้ำไหลไป. ทั้งหมดก็พ่น. แม้ในครั้งนั้นความ อัศจรรย์มีแผ่นดินไหวเป็นต้น มีประการดังกล่าวแล้วในหนหลังก็ได้ปรากฏ ขึ้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า :- อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระชนกชนนีเสด็จมา พร้อมกัน ณ ป่าใหญ่ ทรงกันแสงสะอึกสะอื้น น่าสงสาร ตรัสถามถึงทุกข์สุขกันและกันอยู่
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka