ผู้ใดดำลงแล้ว ย่อมระงับความกระวนกระวาย
และความร้อน ย่อมให้ความยินดีและปีติ ฉัน
ใด. ในกาลเมื่อเราเข้าไปยังไฟที่ลุกโพลง ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน ความกระวนกระวายทั้งปวง
ย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺาย คือท้าวสักกะทรง
ทราบความปริวิตก มีประการยังกล่าวแล้วในก่อน. บทว่า พราหมณวณฺณินา
คืออัตภาพเป็นรูปพราหมณ์. บทว่า อาสยํ คือพุ่มไม้เป็นที่อยู่. บทว่า
สนฺตุฏฺโ คือยินดีโดยส่วนทั้งปวงอย่างสม่ำเสมอ. บทว่า ฆาสเหตุ คือ
เพราะเหตุแห่งอาหาร. บทว่า อทินฺนปุพฺพํ คืออนใคร ๆ ที่มิใช่พระโพธิ-
สัตว์ไม่เคยให้. บทว่า ทานวรํ คือทานอันอุดม. สสปัณฑิตกล่าวว่า วันนี้
เราจักให้แก่ท่าน. ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ การเบียดเบียนผู้อื่นไม่สมควร
แก่ท่าน บัดนี้เพื่อจะเปลื้องพราหมณ์ออกจากการฆ่าสัตว์ แล้วทำตนให้
สมควรแก่การบริโภคของพราหมณ์นั้นแล้วให้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอหิ
อคฺคึ ปทีเปหิ ท่านจงก่อไฟขึ้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อหํ ปจิสฺสมตฺตานํ เราจักย่างตัวของเรา
คือเมื่อท่านทำห้องอันเต็มด้วยล่านเพลิงแล้วเราจะโดดย่างตัวของเรา. บทว่า
ปกฺกํ ตฺวํ ภกฺขยิสฺสสิ คือ ท่านจะได้กินเนื้อที่สุกเช่นนั้น.