Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 227

เล่ม มมร. 74 หน้า 227 ข้อ 10
บทว่า นานากฏฺเ สมานยิ พราหมณ์นำเอาไม้ต่าง ๆ คือท้าวสักกะ ผู้ทรงเพศเป็นพราหมณ์นั้น ได้เป็นดุจหาไม้ต่าง ๆ. บทว่า มหนฺตํ อกาสิ จิตฺตกํ กตฺวาหนงฺครคพฺภกํ นำเอาไม้ต่าง ๆ. มาทำเป็นเชิงตะกอนใหญ่ทำ เป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิง คือ พราหมณ์นั้นได้ทำเชิงตะกอนใหญ่ใน ขณะนั้นทันที ปราศจากเปลว ปราศจากควัน ภายในเต็มไปด้วยถ่านเพลิง ลุกโพลงอยู่โดยรอบ พอที่ร่างกายของเราจะดำลงไปได้. อธิบายว่า ท้าวสักกะ รีบเนรมิตขึ้นด้วยฤทธิ์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อฺคคึ ตตฺถ ปทีเปสิ ยถา โส ขิป์ปํ มทาภเว ก่อไฟโพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันที เหมือน ไฟนั้นเป็นกองใหญ่. ในบทเหล่านั้นบทว่า โส คือ พราหมณ์ได้ก่อเหมือนกองไฟนั้น เป็นกองใหญ่ทันที. บทว่า โผเฏตฺรา รชคเต คตฺเต สลัดตัวอันมีธุลี ความว่า สลัดตัวของเราอันมีฝุ่น ๓ ครั้งด้วยคิดว่า หากมีสัตว์อยู่ในระหว่าง ขน. สัตว์เหล่านั้นอย่าตายเสียเลย. บทว่า เอกมนฺตํ อุปาวสึ เราไปอยู่ ข้างหนึ่ง คือ เราเห็นว่ากองไม้ยังไม่ติดไฟ จึงเลี้ยงไปหน่อยหนึ่ง. บทว่า ยมา มหากฏฺปุญฺโช, อาทิตฺโต ธมฺธมาผติ ในเมื่อกองไม้ อันไฟติดทั่วแล้ว เป็นควันและรมอยู่ ความว่า ในเมื่อกองไม้นั้นอันไฟติด ทั่วแล้วโดยรอบเป็นควันตระหลบอยู่ ด้วยอำนาจแห่งเปลวไฟที่ก่อขึ้นด้วย ความรวดเร็ว. บทว่า ตทุปฺปติตฺวา ปปตึ, มชฺเฌ ชาลสิขนฺตเร เรา โดดลงในท่ามกลางระหว่างเปลวไฟ ความว่า ในกาลนั้นเราคิดว่ากองถ่าน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka