เพลิงนี้สามารถเผาร่างของเราได้ . จึงโดดลงไปให้ร่างทั้งสิ้นเป็นทานโดดลง
ในท่ามกลางกองล่านเพลิงนั้น ซึ่งอยู่ในระหว่างเปลวไฟ มีใจเบิกบานดุจ
พระยาหงส์โดดลงในกอประทุมฉะนั้น.
บทว่า ปวิฏฺํ ยสฺส กสฺสจิ น้ำเย็นอันผู้หนึ่งผู้ใดดำลงไป คือ
เหมือนในเวลาร้อน น้ำเย็นอันผู้หนึ่งผู้ใดดำลงไป ย่อมระงับความกระวน
กระวายเดือดร้อนของผู้นั้นได้ คือ ให้เกิดความพอใจและปีติฉันใด. บทว่า
ตเถว ชลิตํ อคฺคึ เราเข้าไปในไฟทูลุกโพลงก็ฉันนั้น คือ ในกาลเมื่อ
เราเข้าไปในกองถ่านเพลิงที่ลุกโพลงก็ฉันนั้น มิได้มีแม้แต่ความร้อน. โดย
ที่แท้ได้มีความระงับความกระวนกระวายเดือดร้อนทั้งปวง ด้วยความอิ่มใน
ทาน. สรีราพยพทั้งหมดมีขนและหนังเป็นต้นของเรา เข้าถึงความเป็นของ
ควรให้เป็นทาน. ความปรารถนาที่เราปรารถนาไว้ได้ถึงความสำเร็จแล้ว.
ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้นโดยไม่เหลือ
คือ ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกและชิ้นเนื้อ
หัวใจ แก่พราหมณ์ ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้นบทว่า หทยพนฺธนํ คือชิ้นเนื้อหัวใจ. จริงอยู่ชิ้น
เนื้อหัวใจนั้นท่านเรียกว่า หทยพันธนะ เพราะตั้งอยู่ดุจผูกไว้ซึ่งหทยวัตถุ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หทยพนฺธนํ มีอธิบายว่า หทัย การผูก เนื้อหทัย