ใช่เราเท่านั้น. โดยที่แท้ในกาลนั้น เราอยู่ในป่าใดกับราชสีห์และเสือโคร่ง
เราน้อมเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกับราชสีห์และเสือโคร่งในป่านั้น
เพราะแม้ราชสีและเสือโคร่ง ในครั้งนั้นก็ได้รับตอบความเป็นผู้มีจิตเมตตา
ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์นอกนั้นละ
ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ปสทมิควราเหหิ คือกวางและหมูป่า. บทว่า ปริวาเรตฺวา
คือเราอยู่ในป่าทำให้สัตว์เหล่านั้นแวดล้อมตน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงอานิสงส์และการบรรลุผล
ที่สุดที่ได้แล้ว ด้วยเมตตาภาวนาของพระองค์ในกาลนั้น จึงตรัสคาถาสุด-
ท้ายว่า :-
สัตว์อะไร ๆ มิได้สะดุ้งกลัวเรา แม้เรา
ก็มิได้กลัวสัตว์อะไร. เพราะเราอันกำลังเมตตา
ค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าในกาลนั้น.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ สัตว์ไร ๆ แม้เป็นสัตว์ขี้ขลาดมีกระต่ายและ
แมวเป็นต้น ก็ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจกลัวเรา แม้เราก็มิได้กลัวแต่สัตว์อะไร ๆ
คือแต่สัตว์เดียรัจฉาน มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น แต่อมนุษย์มียักษ์
เป็นต้น แต่มนุษย์หยาบช้ามีมือเต็มไปด้วยเลือด เพราะเหตุไร ? เพราะเรา
อันกำลังเมตตาค้ำจุน คืออนุอานุภาพเมตตาบารมีที่เราบำเพ็ญมาตลอด