Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 529

เล่ม มมร. 74 หน้า 529 ข้อ 33
ใช่เราเท่านั้น. โดยที่แท้ในกาลนั้น เราอยู่ในป่าใดกับราชสีห์และเสือโคร่ง เราน้อมเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกับราชสีห์และเสือโคร่งในป่านั้น เพราะแม้ราชสีและเสือโคร่ง ในครั้งนั้นก็ได้รับตอบความเป็นผู้มีจิตเมตตา ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์นอกนั้นละ ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปสทมิควราเหหิ คือกวางและหมูป่า. บทว่า ปริวาเรตฺวา คือเราอยู่ในป่าทำให้สัตว์เหล่านั้นแวดล้อมตน. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงอานิสงส์และการบรรลุผล ที่สุดที่ได้แล้ว ด้วยเมตตาภาวนาของพระองค์ในกาลนั้น จึงตรัสคาถาสุด- ท้ายว่า :- สัตว์อะไร ๆ มิได้สะดุ้งกลัวเรา แม้เรา ก็มิได้กลัวสัตว์อะไร. เพราะเราอันกำลังเมตตา ค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าในกาลนั้น. บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ สัตว์ไร ๆ แม้เป็นสัตว์ขี้ขลาดมีกระต่ายและ แมวเป็นต้น ก็ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจกลัวเรา แม้เราก็มิได้กลัวแต่สัตว์อะไร ๆ คือแต่สัตว์เดียรัจฉาน มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น แต่อมนุษย์มียักษ์ เป็นต้น แต่มนุษย์หยาบช้ามีมือเต็มไปด้วยเลือด เพราะเหตุไร ? เพราะเรา อันกำลังเมตตาค้ำจุน คืออนุอานุภาพเมตตาบารมีที่เราบำเพ็ญมาตลอด
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka