Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 530

เล่ม มมร. 74 หน้า 530 ข้อ 33
กาลนานค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าใหญ่นั้น ในกาลนั้น. บทที่เหลือเข้าใจง่าย ดีแล้ว. อนึ่ง พระมหาสัตว์แผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์อย่างนี้ เลี้ยงดูมารดา- บิดาเป็นอย่างดี วันหนึ่งจะนำผลาผลมีรสอร่อยมาจากป่า จึงไหว้มารดาบิดา ซึ่งพักอยู่ที่อาศรม คิดว่า เราจักหาน้ำมา แวดล้อมด้วยฝูงเนื้อ ให้เนื้อสอง ตัวมารวมกัน แล้ววางหม้อน้ำไว้บนหลังเนื้อทั้งสองเอามือคอยจับไว้ แล้ว ไปท่าน้ำ. ในสมัยนั้น พระราชาพระนามว่า กปิลยักษ์ครองราชสมบัติอยู่ใน กรุงพาราณสี. พระองค์อยากเสวยเนื้อกวาง จึงมอบราชสมบัติไว้กะมารดา สอดอาวุธทั้ง ๕ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์ ล่ากวาง แล้วเสวยเนื้อ เสด็จเที่ยวไป ถึงแม่น้ำมิคสัมมตา ถึงท่าที่สุวรรณสามไปเอาน้ำ โดยลำดับ ทรงเห็นรอย เท้ากวางจึงเสด็จตามไป ทรงเห็นสุวรรณสามเดินไป ทรงดำริว่า ตลอดกาล เพียงเท่านี้เรายินไม่เคยเห็นมนุษย์เที่ยวไปอย่างนี้เลย มนุษย์ผู้นี้จะเป็น เทวดาหรือนาคหนอ หากเราเข้าไปถาม ก็จะหนีไปทันที. ดังนั้นถ้ากระไร เรายิงมนุษย์นั้นทำให้หมดกำลังแล้วพึงถาม ในขณะที่พระมหาสัตว์อาบน้ำ นุ่งผ้าเปลือกไม้ กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่า ตักน้ำเต็มหม้อน่าแล้วยก ขึ้นตั้งไว้ที่จะงอยบ่าข้างซ้าย พระราชาทรงดำริว่า บัดนี้ได้เวลายิงแล้ว จึงยิง พระมหาสัตว์ที่ข้างขวาด้วยลูกศรอาบยาพิษ ลูกศรทะลุออกข้างซ้าย ฝูงกวาง รู้ว่าพระโพธิสัตว์ถูกยิง ต่างก็กลัวพากันหนีไป.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka