บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลนั้น เพื่อทรงแสดงถึงความไม่มี
ผิดปกติ และความไม่ติดอยู่ในโลกธรรมทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงสะสม
ญาณสัมภารไว้ จึงมีพระทัยเสมอในสัตว์ทั้งหลายทั้งที่มีอุปการะและไม่มีอุป-
การะ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :-
เราเป็นผู้วางเฉยในสุขและทุกข์ ในยศ
และความเสื่อมยศ เป็นผู้มีใจเสมอในสิ่งทั้ง
ปวง นี้เป็นอุเบกขาบารมีของเรา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สุขทุกฺเข คือในสุข และในทุกข์ บทว่า
ตุลาภูโต ได้แก่ เป็นผู้วางตนเป็นกลาง เว้นการยินดียินร้าย คือไม่ยินดี
ยินร้าย ดุจตาชั่งที่จับไว้เสมอกัน . อนึ่ง ด้วยศัพท์ว่า สุขทุกฺข ในบทว่า
สุขทุกฺเข นี้ พึงทราบว่า หมายถึงแม้ลาภและความเสื่อมลาภด้วย เพราะ
สุขทุกข์นั้นเป็นนิมิต. บทว่า ยเสสุ คือเกียรติยศ. บทว่า อยเสสุ คือ
นินทา. บทว่า สพฺพตฺถ คือในโลกธรรมทั้งหมดมีสุขเป็นต้น ด้วยประ-
การฉะนี้ ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแสดงความที่พระองค์เป็น
กลางในสรรพสัตว์ และในโลกธรรมทั้งปวง ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น แล้วเมื่อจะ
ทรงประกาศความที่พระองค์ถึงยอดแห่งอุเบกขาบารมี ในอัตภาพนั้นด้วยบท
นั้น จึงทรงจบเทศนาลงด้วยบทว่า เอสา เม อุเปกฺขาปารมี ดังนี้.