Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 78 หน้าที่ 147

เล่ม มมร. 78 หน้า 147 ข้อ 464
๕. ความข่มจิตในสมัย ๖. ความให้จิตร่าเริงในสมัย ๗. ความวางจิตเฉยในสมัย ๘. ความเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ๙. การเสพบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ๑๐. การพิจารณาฌานวิโมกข์ ๑๑. ความน้อมจิตไปในสมาธินั้น ในธรรมเหล่านั้น ข้อว่า การทำวัตถุให้สะอาด และการปรับ อินทรีย์ให้เสมอกัน พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ความเป็นผู้ฉลาด ในการเรียนกสิณนิมิตชื่อว่า ความเป็นผู้ฉลาดในนิมิต. ข้อว่าความยกจิตในสมัย ใด จิตหดหู่ด้วยความเพียรอันย่อหย่อนเกินไปเป็นต้น สมัยนั้น ต้องยกจิตนั้น ให้ตั้งขึ้นด้วยธัมมวิจยะ วิริยะ และปีติสัมโพชฌงค์. ข้อว่า การข่มจิตในสมัย คือ ในสมัยใด จิตฟุ้งซ่านด้วยความปรารภความเพียรเกินไปเป็นต้น ในสมัย นั้นต้องข่มจิตนั้นให้ตั้งขึ้นด้วยปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์. ข้อว่า ความให้จิตร่าเริงในสมัย คือ ในสมัยใด ไม่มีอัสสาทะ (คือไม่มีความชอบใจ) เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันอ่อน หรือเพราะไม่บรรลุความสุขอัน เกิดแต่ความเข้าไปสงบ สมัยนั้น ต้องให้จิตสังเวชด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ ๘ ประการ. ชื่อว่า สังเวควัตถุ ๘ คือ ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ รวมเป็น ๔ อปายทุกข์เป็นที่ ๕ วัฏฏมูลกทุกข์ในอดีตเป็นที่ ๖ วัฏฏมูลกทุกข์ในอนาคต เป็นที่ ๗ อาหารปริเยฏฐิมูลกทุกข์ในปัจจุบันเป็นที่ ๘. และยังความเลื่อมใสให้ เกิดขึ้นด้วยการระลึกถึงพระรัตนตรัย นี้ท่านเรียกว่า การยังจิตให้ร่าเริงในสมัย. ชื่อว่า การวางจิตเฉย ๆ ในสมัย คือ ในสมัยใด จิตไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน มี
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka