เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตติ
นั้นแหละ แต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การ
ไม่เกิด การดับ และการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิ และปวัตติ แม้ทั้ง ๓
กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ใน อนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว๑ ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า
ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั้นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ใน
ลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ
อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภูมิไร ๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถี-
ภาวะ จักปรินิพพาน เทียว ( หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด
จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เคยเกิด
ในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ ในอตีตวาระ
ด้วยปัจจุบันวาระ ( ปัจจุปันนาตีตวาระ ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอา
เนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมก แต่
ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการ
วินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ใน ปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น
ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่
บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพ-
๑. บาลีใช้ เอเตเนว อรรถกถาใช้ เอเกเนว