แล้ว ทรงแสดงเหตาวิคตทุกะเป็นที่สุด คำที่เหลือทรงย่อไว้. ก็ผู้ศึกษา
พึงทราบการกำหนดปุจฉาในอธิการนี้อย่างนี้ คือ
ในทุกมูลกนัย ในเพราะทุกะ ๒๓ ทุกะ จึงมีปุจฉา
๑,๑๒๗ ข้อ
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่ม ติมูลกนัย ว่า เหตุปจฺจยา
อารมฺมณปจฺจยา อธิปติปจฺจยา เป็นต้น. ในติมูลกนัยนั้น มีติกะ ๒๒
ติกะ ด้วยอำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในปัจจัย ๒๒ มีอธิปติปัจจัย
เป็นต้น กับเหตารัมมณทุกะ. บรรดาติกะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นทรงแสดงติกะที่ ๑ และติกะที่ ๒ ด้วยอำนาจแห่งปุจฉาที่หนึ่งแล้ว
จึงทรงแสดงติกะในที่สุด. คำที่เหลือทรงย่อไว้ในทุกะ ฉันใด แม้ในติกะ
ก็ฉันนั้น ทรงจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในติกะหนึ่ง ๆ.
ในติมูลกนัย ในติกะ ๒๒ ทั้งหมด จึงมีปุจฉา
๑,๐๗๘ ข้อ โดยจำนวน.
ต่อจากนั้นทรงเริ่ม นัยที่มีมูล ๔ ว่า เหตุปจฺจยา อารมฺมณ-
ปจฺจยา อธิปติปจฺจยา อนนฺตรปจฺจยา เป็นต้น ในนัยที่มีมูล ๔ นั้น
มีจตุกกะ ๒๑ หมวด ด้วยอำนาจการเชื่อมปัจจัย ๑ กับปัจจัย ๑ ใน
บรรดาปัจจัย ๒ มีอนันตรปัจจัยเป็นต้น กับติกะที่หนึ่ง. บรรดาจตุกกะ
เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ๒ จตุกกะแล้ว ย่อจตุกกะที่เหลือ
ไว้. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในจตุกกะหนึ่ง ๆ แม้ในอธิการนี้.
ในจตุมูลกนัย ในจตุกกะ ๒๑ ทั้งหมด จึงมี
ปุจฉา ๑,๐๒๙ ข้อ โดยการคำนวณ.