ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาเริ่มแต่ ปัญจมูลกนัย
เป็นต้น จนถึง สัพพมูลกนัย. นัยที่ทรงย่อไว้ที่ตรัสแล้วในหนหลัง และ
จะพึงตรัสต่อไปข้างหน้าทั้งหมดนั้น ทรงกระทำให้เป็นแบบเดียวกัน แล้ว
แสดงไว้ในบาลีว่า เอกมูลกนัย ทุมูลกนัย ติมูลกนัย จตุมูลกนัย
ปัญจมูลกนัย สัพพมูลกนัย อันผู้ไม่งมงาย พึงให้พิสดาร. ในเอกมูลกนัย
เป็นต้นนั้น คำที่ควรกล่าวข้าพเจ้าได้กล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว. ส่วนใน
ปัญจมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๕ รวมปัญจกะ ๒๐ หมวดถ้วน ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในปัจจัย ๒๐ ถ้วน มีสมนันตรปัจจัยเป็นต้น
กับจตุกกะก่อน (คือที่กล่าวมาก่อน ๔ ปัจจัยในจตุมูลกนัย) เพราะจัด
ปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในปัญจกะหนึ่ง ๆ ในปัญจกะเหล่านั้น
ในปัญจมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๘๙๐ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน ฉมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๖ รวม ๑๙ หมวด ด้วยอำนาจ
การเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๙ มีสหชาตปัจจัย เป็นต้น
กับปัญจกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในปัจจัยหนึ่ง ๆ ในฉักกะ
เหล่านั้น
ในฉมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๙๓๑ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน สัตตมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๗ รวม ๑๘ หมวด ด้วยอำนาจ
การเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๘ มีอัญญมัญญปัจจัย เป็นต้น
กับฉักกะก่อน เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในสัตตกะหนึ่ง ๆ ในบรรดา
สัตตกะเหล่านั้น