Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 85 หน้าที่ 415

เล่ม มมร. 85 หน้า 415 ข้อ 495
สองบทว่า สีลํ สมาพยิตฺวา คือ สมาทานนิจศีล ด้วยอำนาจศีล มีองค์ ๕ หรือองค์ ๑๐ เป็นต้น สมาทานวิรัติทรงแสดงแล้วด้วยคำนี้ ส่วนสัมปัตตวิรัติและสมุจเฉทวิรัติไม่ได้ตรัสไว้ เพราะไม่ได้ปรากฏว่าเป็น ศีลในโลก ถึงไม่ได้ตรัสไว้ก็จริง แต่ก็เป็นอารัมมณปัจจัยได้เหมือนกัน บรรดาวิรัติทั้งสองนั้น สมุจเฉทวิรัติเป็นอารมณ์แห่งกุศลของพระเสขะ จำพวกเดียว หาเป็นแก่บุคคลอื่นไม่. สองบทว่า อุโปสถกมฺมํ กตฺวา คือ ทำอุโบสถกิริยา ซึ่งมีองค์ แปดในวันอุโบสถ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ไม่พึงฆ่าสัตว์ และไม่พึง ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้เป็นต้น. สองบทว่า ตํ ปจฺจเวกฺขิติ ความว่า พระเสขะหรือปุถุชนก็ตาม ย่อมพิจารณากุศลนั้น อีกอย่างหนึ่ง แม้พระอรหันต์ก็ย่อมพิจารณา. จริงอยู่ สำหรับพระอรหันต์กุศลที่ทำไว้ก่อนก็ชื่อว่าเป็นกุศล ก็ท่านย่อมพิจารณา ด้วยจิตใด จิตนั้นชื่อว่ากิริยาจิต เพราะฉะนั้น กิริยาจิตนั้น จึงไม่ได้ใน อธิการนี้ว่า กุสโล ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส ดังนี้. จริงอยู่ กรรมที่ทำ ใกล้ ๆ กัน ตรัสไว้ว่า ให้แล้ว สมาทานแล้ว กระทำแล้ว ในคำว่า ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ดังนี้. กรรมเหล่านี้พึงทราบว่า ไม่ได้ทำใกล้ ๆ กัน. อีกอย่างหนึ่ง คำนี้ตรัสไว้ว่า เพื่อแสดงกามาวจรกุศลที่เกลือด้วยบุญกิริยา มีทานเป็นต้น. คำว่า ฌานํ วุฏหิตฺวา แปลว่า ออกแล้วจากฌาน อีกอย่างหนึ่ง นี้แหละเป็นบาลี. คำว่า เสกฺขา โคตฺรภุํ ตรัสหมายถึงพระโสดาบัน จริงอยู่ พระโสดาบันนั้นย่อมพิจารณาโคตรภู ส่วนคำว่า โวทานํ นี้ ตรัสหมายถึง พระสกทาคามี และพระอนาคามี เพราะว่าจิตของท่าน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka