เหล่านั้นชื่อว่าเป็นธรรมชาติผ่องแผ้ว. บทว่า เสกฺขา คือ พระโสดาบัน
พระสกทาคามี และพระอนาคามี.
สองบทว่า มคฺคา วุฏฺหิตฺวา คือ ออกจากมรรคที่ตนได้แล้วด้วย
อำนาจการก้าวล่วงภวังค์แห่งมรรคและผล ส่วนการออกจากมรรคล้วน ๆ
นั้นแล้วพิจารณา ย่อมไม่มี. การเข้าถึงวิปัสสนา เป็นกุศลที่เป็นไปในภูมิ ๓
เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงทราบ ในคำนี้ว่า กุสลํ อนิจฺจโต. ก็กุศลขั้นวิปัสสนา
เป็นกามาวจรอย่างเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงรูปาวจรกุศล
ด้วยคำนี้ว่า เจโตปริยาเณน. แสดงเฉพาะอรูปาวจรกุศลที่กำลังเกิดขึ้น
ด้วยอำนาจเป็นอารมณ์แห่งอรูปาวจรกุศล ด้วยคำมีอาทิว่า อากาสานญฺ-
จายตนํ. ทรงแสดงด้วยอำนาจธรรมเท่านั้น ไม่เกี่ยวถึงบุคคล ด้วยคำว่า
กุสลา ขนฺธา อิทฺธิวิธาณสฺส เป็นต้น เพราะเหตุนั้นเอง เจโตปริยาย-
ญาณ แม้ท่านจะถือเอาในหนหลังแล้ว ก็ยังตรัสซ้ำไว้ในอธิการนี้อีก.
บทว่า อสฺสาเทติ คือ เสวยและยินดีด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยโลภะ
ซึ่งสหรคตด้วยโสมนัส. บทว่า อภินนฺทติ ได้แก่ ยินดี คือเป็นผู้หรรษา
ร่าเริง ด้วยอำนาจตัณหามีปีติ หรือว่าย่อมยินดียิ่งด้วยอำนาจความเพลินใจ
ในธรรมที่ทนเห็นแล้ว.
สองบทว่า ราโค อุปฺปชฺชติ ความว่า ราคะย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคล
ผู้ยินดีอยู่ คำนี้ตรัสหมายถึงจิตที่สหรคตด้วยโลภะทั้ง ๘ ดวง.
สองบทว่า ทิฏฺิ อุปฺปชฺชติ ความว่า ทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยจิต ๔
ดวง ด้วยอำนาจความเห็นผิดเป็นต้น ว่าตนเป็นของมีในคนดังนี้ ย่อม
เกิดแก่บุคคลผู้ยินดียิ่ง. ก็ในกรณีนี้วิจิกิจฉาย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ไม่มีการ