Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 85 หน้าที่ 416

เล่ม มมร. 85 หน้า 416 ข้อ 495
เหล่านั้นชื่อว่าเป็นธรรมชาติผ่องแผ้ว. บทว่า เสกฺขา คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี. สองบทว่า มคฺคา วุฏฺหิตฺวา คือ ออกจากมรรคที่ตนได้แล้วด้วย อำนาจการก้าวล่วงภวังค์แห่งมรรคและผล ส่วนการออกจากมรรคล้วน ๆ นั้นแล้วพิจารณา ย่อมไม่มี. การเข้าถึงวิปัสสนา เป็นกุศลที่เป็นไปในภูมิ ๓ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงทราบ ในคำนี้ว่า กุสลํ อนิจฺจโต. ก็กุศลขั้นวิปัสสนา เป็นกามาวจรอย่างเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงรูปาวจรกุศล ด้วยคำนี้ว่า เจโตปริยาเณน. แสดงเฉพาะอรูปาวจรกุศลที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยอำนาจเป็นอารมณ์แห่งอรูปาวจรกุศล ด้วยคำมีอาทิว่า อากาสานญฺ- จายตนํ. ทรงแสดงด้วยอำนาจธรรมเท่านั้น ไม่เกี่ยวถึงบุคคล ด้วยคำว่า กุสลา ขนฺธา อิทฺธิวิธาณสฺส เป็นต้น เพราะเหตุนั้นเอง เจโตปริยาย- ญาณ แม้ท่านจะถือเอาในหนหลังแล้ว ก็ยังตรัสซ้ำไว้ในอธิการนี้อีก. บทว่า อสฺสาเทติ คือ เสวยและยินดีด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยโลภะ ซึ่งสหรคตด้วยโสมนัส. บทว่า อภินนฺทติ ได้แก่ ยินดี คือเป็นผู้หรรษา ร่าเริง ด้วยอำนาจตัณหามีปีติ หรือว่าย่อมยินดียิ่งด้วยอำนาจความเพลินใจ ในธรรมที่ทนเห็นแล้ว. สองบทว่า ราโค อุปฺปชฺชติ ความว่า ราคะย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคล ผู้ยินดีอยู่ คำนี้ตรัสหมายถึงจิตที่สหรคตด้วยโลภะทั้ง ๘ ดวง. สองบทว่า ทิฏฺิ อุปฺปชฺชติ ความว่า ทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยจิต ๔ ดวง ด้วยอำนาจความเห็นผิดเป็นต้น ว่าตนเป็นของมีในคนดังนี้ ย่อม เกิดแก่บุคคลผู้ยินดียิ่ง. ก็ในกรณีนี้วิจิกิจฉาย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ไม่มีการ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka