ตัดสินใจ (สงสัย). อุทธัจจะย่อมเกิดแก่ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน โทสะย่อมเกิดแก่
ผู้เดือดร้อนอยู่ว่า กรรมดี เรายังไม่ได้ทำเลยเป็นต้น.
สองบทว่า ตํ อารพฺภ ความว่า ทำกรรมเหล่านั้นซึ่งตนสั่งสมไว้
แล้วในกาลก่อนให้เป็นอารมณ์. จริงอยู่ ศัพท์นี้อาเทสพหูพจน์เป็นเอก
พจน์ อีกอย่างหนึ่ง คำนี้เป็นเอกพจน์ด้วยอำนาจชาติ.
คำว่า อรหา มคฺคา วุฏฺหิตฺวา ความว่า ออกแล้วด้วยอำนาจการ
ก้าวล่วงภวังค์ ในลำดับแห่งผลในมัคควิถี ก็ปัจจเวกขณะจิตเป็นกิริยา-
พยากตะของพระอรหันต์นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงอารัมมณ-
ปัจจัยแห่งกิริยาพยากตะอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงอารัมมณปัจจัยแห่ง
วิปากาพยากตะอีก จึงตรัส คำว่า เสกฺขา วา เป็นอาทิ. สองบทว่า กุสเล
นิรุทฺเธ คือ เมื่อวิปัสสนาชวนวิถีขาดไป. บทว่า วิปาโก ได้แก่
กามาวจรวิบาก. บทว่า ตทารมฺมณตา คือ โดยเป็นตทารัมมณะ อธิบายว่า
จิตนั้น (ตทารมัมณจิต ) ทำกุศลที่เห็นแจ้งแล้วซึ่งเป็นอารมณ์แห่งกุศล-
ชวนะให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. ก็แลจะเกิดด้วยอำนาจตทารัมมณะอย่างเดียว
เท่านั้นก็หาไม่ ยังเกิดด้วยอำนาจปฏิสนธิภวังค์และจุติด้วย. จริงอยู่ วิบาก
ย่อมมีกุศลเป็นอารมณ์ได้เหมือนกัน สำหรับบุคคลผู้ทำกรรมให้เป็นอารมณ์
แล้วถือปฏิสนธิ. แต่วิบากนั้นไม่ได้แสดงไว้ในที่นี้เพราะเข้าใจยาก. คำว่า
กุสลํ อสฺสาเทติ เป็นต้น ตรัสไว้เพื่อแสดงวิบากที่มีกุศลเป็นอารมณ์
ในที่สุดแห่งอกุศลชวนะ.
คำนี้ว่า วิญฺาณญฺจายตนวิปากสฺส ถึงจะเป็นธรรมที่เข้าใจยาก
พระองค์ก็ตรัสไว้ด้วยอำนาจวิบากที่มีได้ เพรามหัคคตวิบากไม่เกิดโดย
ความเป็นตทารัมมณะ. บทว่า กิริยสฺส คือ อากาสานัญจาตนกุศล