Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 85 หน้าที่ 418

เล่ม มมร. 85 หน้า 418 ข้อ 495
เป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัย แก่กิริยาจิต ของบุคคลผู้บรรลุพระอรหัต แล้วเข้าสมาบัติโดยปฏิโลม หรือโดยมีฌานหนึ่งคั่น ในอารมณ์ที่เป็น อากาสานัญจายตนะ ที่ยังไม่เคยเข้า. บทว่า เจโตปริยาณสฺส เป็นต้น พึงเชื่อมกับอาวัชชนะข้างหน้า ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ว่า ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ แห่งจิตเหล่านั้น (อภิญญาจิต) โดยอารัมมณปัจจัย. บทว่า ราคํ คือ ราคะของตนหรือของคนอื่น แค่ในอธิการนี้วรรณนาปรากฏแล้ว ด้วย อำนาจแห่งราคะของตน. คำว่า อสฺสาเทติ เป็นต้น มีอรรถดังกล่าวไว้ แล้ว แต่ในธรรมมีวิจิกิจฉาเป็นต้น ไม่ตรัสว่า อสฺสาเทติ (ย่อมยินดี) เพราะไม่มีภาวะที่จะน่ายินดี ก็ทิฏฐิย่อมเกิดขึ้นในฐานะนี้. ทิฏฐิพระผู้มี- พระภาคเจ้าไม่ตรัสไว้ก่อนตามลำดับที่มาถึง เพราะบทว่า อสฺสาเทติ ตก ไป ทิฏฐินั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมนั้น ๆ ในบรรดาธรรมมี วิจิกิจฉาเป็นต้น ซึ่งเป็นสภาคกันก่อนแล้วตรัสไว้ในลำดับแห่งธรรม นั้น ๆ. ก็บรรดาธรรมมีราคะเป็นต้นเหล่านี้ พึงทราบการเกิดขึ้นแห่ง โทมนัส ด้วยอำนาจความอดกลั้นไม่ได้ว่า บาปธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นทำไม หรือด้วยอำนาจวิปฏิสารมีอาทิว่า เราทำความชั่วไว้ เราทำกรรมหยาบช้า ไว้. สองบทว่า จกฺขุํ อนิจฺจโต ความว่า รูป ๑๑ คือ โอฬาริกายตนะ ๑๐ และวัตถุรูป ๑ ท่านถือเอาแล้ว เพราะปรากฏตามลำดับวิปัสสนา. รูปายตนะเป็นต้น ท่านก็ถือเอาอีก เพราะเป็นอารมณ์แห่งจักขุวิญญาณ เป็นต้น. ก็เพราะเทศนานี้ตรัสด้วยอำนาจแห่งวิญญาณ ไม่ได้ตรัสด้วย อำนาจธาตุ ฉะนั้นจึงไม่ถือเอามโนธาตุด้วย. พึงทราบอารมณ์ที่ถือเอา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka