๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม กระทำกุศล
นั้น ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา.
๒. บุคคลกระทำกุศลทั้งหลายที่สั่งสมไว้ดีแล้วในกาลก่อน ให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา.
๓. บุคคลออกจากฌาน กระทำฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วพิจารณา.
๔. พระเสขะทั้งหลาย กระทำโคตรภู ให้เป็นอารมณ์อย่างหนัก-
แน่น แล้วพิจารณา กระทำโวทาน ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว
พิจารณา.
๕. พระเสขะทั้งหลายออกจากมรรค กระทำมรรคให้เป็นอารมณ์
อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา.
ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่
๑. กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัย แก่กุศลขันธ์ทั้งหลาย
ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๒. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๓. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
๑. บุคคลอาศัยศรัทธา แล้วให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถ-
กรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น ยัง
อภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.