เล่ากันมาว่า หญิงคนหนึ่งต้องการจะผูกคอตาย จึงห้อยเชือก
ไว้ที่ต้นไม้ จัดแจงของที่ควรจัดอยู่ ที่นั้นโจรคนหนึ่ง คิดว่าตอน
กลางคืนเราเข้าไปยังเรือนนั้น แล้วจักเอาเชือกเส้นนี้มัดสิ่งของบาง
อย่างแล้วลักไป จึงเอามีดเข้าไปตัด ลำดับนั้นเชือกนั้นได้กลายเป็น
งูพิษขู่แล้ โจรกลัวไม่กล้าเข้าไป หญิงนั้นออกจากเรือน สอดคอเข้า
ไปในบ่องเชือกผูกคอตายแล้ว พลวเจตนาห้ามเสีย ซึ่งอันตรายแล้ว
เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบากของตนด้วยประการฉะนี้.
แต่คำนี้ก็ไม่ควรถือโดยแน่นอน เพราะว่า กรรมที่ได้โอกาสห้าม
อันตรายแห่งวิบากอย่างนี้แล้วย่อมให้ผล ส่วนกรรมที่ยังวิบากให้เกิดกล่าว
ไม่ได้ว่า ไม่เป็นอุปนิสสัยแก่วิบาก. ในคำว่า กมฺมํ นี้ บัณฑิตพึงทราบ
ว่า ได้แก่กรรมที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๔. ก็คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า มรรคเป็น
อุปนิสสยปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ข้างหน้านั้น กล่าวด้วยอำนาจธรรมที่ไม่มี
เจตนา. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงไว้ว่า ธรรมที่ยัง
วิบากให้เกิดขึ้นนั่น แหละเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบากของตน.
คำว่า ราคํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ ความว่า ประโยชน์ใดย่อมมี
โดยเป็นสาระในวัตถุใด ผิดแล้วในวัตถุนั้น หรือว่าฆ่าสัตว์เพื่อประโยชน์
นั้น. แม้ในอทินนาทานเป็นต้น ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้.
คำว่า สนฺธึ ฉินฺทติ เป็นต้น ตรัสไว้ด้วยอำนาจอทินนาทาน. คำว่า
สนฺธึ ในอธิการนั้นหมายเอาฝาเรือน.
สองบทว่า นิลฺโลปํ หรติ คือ แอบเข้าไปขโมย.
สองบทว่า เอกาคาริกํ กโรติ คือ ร่วมกันหลาย ๆ คน ล้อมปล้น
เรือนหลังเดียว.