มัญญปัจจัยล้วน) นั่นเอง. สองบทว่า นิสฺสเย สตฺต ได้แก่ ในนิสสย-
ปัจจัย มี ๗ วาระ คือ วิสัชนาที่ได้ในเหตุปัจจัย. สองบทว่า วิปาเก
เอกํ คือ ๑ วาระ ที่ได้ในวิบากปัจจัยล้วน ๆ. คำว่า อินฺทริยมคฺเคสุ
จตฺตาริ ในอินทริยปัจจัยและมัคคปัจจัย มี ๔ วาระ มีนัยดังที่กล่าวแล้ว
ในหนหลังนั่นเอง. สองบทว่า สมฺปยุตฺเต ตีณิ ได้แก่ ในสัมปยุตต-
ปัจจัย มี ๓ วาระ คือ วิสัชนาที่ได้ในสุทธิกสัมปยุตตปัจจัยนั่นเอง. สอง
บทว่า วิปฺปยุตฺเต ตีณิ ได้แก่ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ผู้ศึกษา
พึงทราบวิสัชนาที่ยกเอารูป มีกุศลจิตเป็นต้น เป็นสมุฏฐานขึ้นเป็นปัจจ-
ยุบบัน. สองบทว่า อตฺถิอวิคเตสุ สตฺต ในอัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย
มี ๗ วาระ คือ วิสัชนาที่ได้ในเหตุปัจจัยนั่นเอง ด้วยประการดังพรรณนา
มาแล้วนี้.
เหตุปัจจัย ได้การประกอบอธิบายร่วมกับปัจจัยสิบเอ็ด มีอธิปติ-
ปัจจัยเป็นต้นเหล่าใด พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงวิธีนับในทุมูลกนัย
ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยเหล่านั้นแล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงวิธีนับใน
ติมูลกนัยเป็นต้น จึงทรงตั้งข้อกำหนดตรัสว่า เหตุสหชาตนิสฺสยอตฺถิ
อวิคตนฺติ สตฺต ในเพราะปัจจัย ๕ คือ เหตุ สหชาตะ นิสสยะ อัตถิ
และอวิคตปัจจัย มี ๗ วาระ เป็นต้นด้วยประการฉะนี้.
แต่ในคัมภีร์ทั้งหลาย พระอาจารย์เขียนชื่อปัจจัยมีอักขระตกไป
อย่างนี้ คือ นิสฺส อุปนิสฺส อธิปาติ คำนั้นท่านเขียนด้วยอำนาจลืมใส่ใจ
เพราะฉะนั้น ในฐานะเช่นนั้นจึงควรเติมบาลีเสียให้ทราบ ก็ข้อกำหนดที่
ท่านตั้งไว้นั้นย่อมแสดงถึงอรรถนี้ว่า เหตุปัจจัยนี้ย่อมได้วิสัชนา ๗ วาระ
ที่ได้ในวิภังค์ของตนเท่านั้น เพราะรวมเข้ากับปัจจัย ๔ มีสหชาตปัจจัย