แล้วในคำว่า นอารมฺมเณ ปณฺณรส ในนอารัมมณปัจจัย มี ๑๕ วาระ
บรรดาวาระ ๑๕ ที่ท่านกล่าวไว้ในนอารัมมณปัจจัย วาระ ๗ เหล่านี้คือ
กุสโล กุสลสฺส อพฺยากตสฺส กุสลาพยากตสฺส, อกุสโล อกุสลสฺส
อพฺยากตสฺส อกุสลาพยากตสฺส อพฺยากโต อพฺยากตสฺส (๗ วาระคือ
กุ-ก, กุ-อัพ, กุ-กุ.อัพ, อกุ- อกุ, อกุ-อัพ, อกุ- อกุ.อัพ และ
อัพ-อัพ) เหมือนกันกับวาระ ๗ ที่ท่านกล่าวไว้ในเหตุปัจจัย. คำว่า
เหตุปจฺจยา นอารมฺมเณ สตฺต เพราะเหตุปัจจัย ในนอารัมมณปัจจัย มี
๗ วาระ ท่านกล่าวหมายเอาวาระ ๗ เหล่านั้น. แม้ในคำว่า นอธิปติยา
สตฺต ในนอธิปติปัจจัย มี ๗ วาระ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วน
ในนสหชาตปัจจัย ย่อมไม่ได้วาระ แม้สักอย่างหนึ่ง เพราะเหตุปัจจัยที่
ไม่เกิดพร้อมกันไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่แต่งโยชนาด้วยนสหชาต-
ปัจจัยนั้น.
วาระ ๓ มีกุศลเป็นต้น ย่อมได้รูปาพยากตะในนอัญญมัญญปัจจัย.
คำว่า ตีณิ ท่านกล่าวหมายเอาวาระ ๓ เหล่านั้น ในนสัมปยุตตปัจจัยก็
เหมือนกัน ส่วนในนวิปปยุตตปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบวาระ ๓ ด้วยอำนาจ
แห่งอรูปธรรม คือกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล
อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ.
นนิสสยะ โนอัตถิ โนอวิคตปัจจัย ย่อมมีไม่ได้ เหมือนสหชาต-
ปัจจัย เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่แต่งโยชนาเชื่อมกับปัจจัยเหล่านั้น. ใน
ข้อนี้มีการกำหนด ๒ อย่าง คือ สตฺต = ๗ ตีณิ = ๓ ด้วยประการ-
ฉะนี้. ผู้ศึกษาพึงลดจำนวนแห่งปัจจัยที่นับได้มากกว่ากับปัจจัยที่นับได้