จริงอยู่ ในบัดนี้เอง ท่านพระมหากัสสปะได้ประกาศคำนี้ว่า สงฆ์ไม่
บัญญัติสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้. ไม่เลิกถอนสิกขาบทที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว.
อนึ่ง แม้คำว่า เทเสหิ ตํ อาวุโส ทุกฺกฏํ นี้ อันพระเถระ
ทั้งหลาย กล่าวหมายถึงความประสงค์นี้ว่า ท่านจงปฏิญญาการไม่ทูลถามนั้นว่า
เป็นการทำเสีย อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทำไม่ดีจริง จะกล่าวหาถึง
การแสดงอาบัติ หามิได้.
ฝ่ายพระเถระไม่ทูลถามแล้ว เพราะระลึกไม่ได้ หาใช่เพราะไม่เอื้อ
เฟื้อไม่; เพราะฉะนั้น ท่านเมื่อกำหนดไม่ได้ แม้ซึ่งความเป็นการทำเสีย
เพราะไม่ทูลถามนั้น ๆ จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นควานทำเสียนั้น เมื่อจะแสดง
ความเคารพในพระเถระทั้งหลาย จึงกล่าวว่า แต่ข้าพเจ้าเชื่อ* ท่านทั้งหลาย
ขอแสดงความทำเสียนั้น.
มีคำอธิบายว่า ท่านทั้งหลายกล่าวอย่างใด, ข้าพเจ้ายอมปฎิญญาอย่าง
นั้น. ในสถานทั้ง ๔ แม้ที่เหลือมีนัยเหมือนกัน.
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า มา ยิมา วิกาเล อเหสุํ โดยอธิบายว่า
การไปในเวลาวิกาลของสตรี อย่าได้มีแล้ว.
สองบทว่า รโชหรณํ กริสฺสาม มีความว่า อาตมภาพทั้งหลาย
จักชุบน้ำบิดแล้วเช็ดพื้นที่ทำบริกรรม.
สองบทว่า น กุลวํ คเมนฺติ มีอธิบายว่า สมณศากยบุตรเหล่านี้
ไม่เก็บงำไว้ในคลัง.
* ในโยชนาเป็น สทฺธาย.