ความว่า ธรรมอันพระอริยะ. พระผู้มีพระภาค คือ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
บทว่า สุณาติ ความว่า ธรรมที่ภิกษุและภิกษุณีเป็นต้น แสดงต่อพระพักตร์
พระศาสดา ชื่อว่าฟังอยู่. บทว่า โยนิโสมนสิกโรติ ความว่า กระทำในใจ
โดยอุบาย โดยคัลลอง โดยเหตุการณ์ ด้วยอำนาจ เป็นต้น ว่า ไม่เที่ยง.
อธิบายว่า ภิกษุปรารภกรรมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ที่ท่านกล่าว
อย่างนี้ว่า ชื่อว่า โยนิโสมนสิการ คือ การกระทำไว้ในใจโดยอุบาย
การกระทำไว้ในใจโดยคัลลอง หรือ การระลึก การผูก การรวบรวมพร้อม
แห่งจิต การกระทำไว้ในใจ โดยอนุโลมสัจจะ ในความไม่เที่ยงว่า ไม่เที่ยง
ในความไม่สวยงามว่า ไม่สวยงาม ในทุกข์ว่า ทุกข์ ในความเป็นอนัตตาว่า
เป็นอนัตตา นี้เรียกว่า โยนิโสมนสิการ. บทว่า อสํสฏฺโ ความว่า ไม่
คลุกคลีอยู่กับวัตถุกามบ้าง กิเลสกามบ้าง. บทว่า อุปฺปชฺชติ สุขํ ความว่า
ปฐมฌานสุข ย่อมเกิดขึ้น. บทว่า สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ความว่า
โสมนัสอื่น ๆ เพราะฌานสุขเป็นปัจจัยย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ออกจากสมาบัติ. บทว่า
ปมุทา คือ ปีติ ซึ่งมีกำลังน้อย กว่าอาการของตุฏฐี. คำว่า ปาโมชฺชํ
คือ ปีติและโสมนัสมีกำลัง. บทว่า ปโม โอกาสาธิคโม ความว่า ปฐม
ฌาน ข่มนิวรณห้า ถือโอกาสของตนดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจงกล่าวว่า
ปโม โอกาสาธิคโม (การบรรลุโอกาสอันแรก).
ในบทว่า โอฬาริกา นั่น กายสังขารและวจีสังขารยังหยาบ จิตตสังขาร
จะหยาบอย่างไร. เพราะจิตตสังขารยังไม่ละ. ก็กายสังขารย่อมละด้วยจตุถฌาน.
วจีสังขารละด้วยทุติยฌาน. จิตตสังขารละด้วยนิโรธสมาบัติ. ครั้นกายสังขาร
แล้วจีสังขารแม้ละแล้ว จิตตสังขารทั้งหลายนั้น ก็ตั้งอยู่ด้วยประการฉะนี้
จึงเป็นโอฬาริกะ เพราะยังละไม่ได้ โดยยึดกายสังขารวจีสังขารที่ละได้แล้ว.
บทว่า สุขํ ความว่า ผลสมาบัติสุขอันเกิดแต่จตุตถฌาน ซึ่งเกิดแก่ผู้ออกจาก