Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 15 หน้าที่ 172

เล่ม มมร. 15 หน้า 172 ข้อ 72
พราหมณ์เหล่านั้นพึงเป็นคำจริงแล้วไซร้ ห้องของนางพราหมณีพึงเป็น อกของท้าวมหาพรหม ช่องคลอดของนางพราหมณีก็พึงเป็นพระโอษฐ์ของ ท้าวมหาพรหมละซิ. ตอบว่า ก็ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า เต จ พฺรหมฺมานญฺเจว อพฺภาจิกฺขนฺติ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสมุขเฉทกวาทะนี้ด้วยประสงค์ว่า ขอ พราหมณ์ทั้งหลายอย่าได้เพื่อกล่าวว่า พวกเราอยู่ในพระอุระออกมาจาก พระโอษฐ์ของท้าวมหาพรหมดังนี้ ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เพื่อจะทรง แสดงว่า วรรณะแม้ทั้งสี่ สมาทานประพฤติกุศลธรรมแท้ จึงบริสุทธิ์ได้ ดังนี้อีก จึงตรัสว่า จตฺตาโรเม วาเสฏฺ วณฺณา เป็นต้น. บทว่า อกุสลสํขาตา ความว่า นับว่าเป็นอกุศลดังนี้ หรือเป็นส่วนแห่งอกุศล. ในทุก ๆ บท ก็นัยนี้. บทว่า น อลมริยา ความว่า ไม่สามารถในความ เป็นพระอริยะได้. บทว่า กณฺหา แปลว่า มีปกติดำ. บทว่า กณฺหวิปากา ความว่า วิบาก ของธรรมเหล่านั้น ดำ อธิบายว่า เป็นทุกข์. บทว่า ขตฺตฺเยปิ เต ความว่า ธรรมเหล่านั้นมีอยู่แม้ในพระมหากษัตริย์. บทว่า เอกจฺเจ ได้แก่ เอกสฺมึ. ในทุก ๆ บทก็นัยนี้. บทว่า สกฺกา แปลว่า ขาว ด้วยภาวะที่หมดกิเลส. บทว่า สุกฺกวิปากา ความว่า แม้วิบากของธรรมเหล่านั้นเป็นของขาว อธิบายว่า ให้ผลเป็นสุข. บทว่า อุภยโพยฺกิณฺเณสุ ความว่า รวมกันคือเจือปนกัน ในชน ๒ จำพวก. ถามว่า ในชน ๒ จำพวกเหล่าไหน. ตอบว่าในธรรม ฝ่ายดำที่วิญญูชนติเตียนพวกหนึ่ง และในธรรมฝ่ายขาวที่วิญญูชนสรรเสริญ พวกหนึ่ง. ในบทว่า ยเทตฺถ พฺราหฺมณา เอวมาหํสุ นี้มีวินิจฉัยว่า พราหมณ์ทั้งหลาย แม้ประพฤติในธรรมทั้งฝ่ายดำและฝ่ายขาวนั้นย่อม
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka