Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 21

<< | หน้าที่ 21 | >>
[๓] อนึ่ง ไม่ควรประพฤติความเสียหายใด ๆ

ที่จะเป็นเหตุให้วิญญูชนเหล่าอื่นตำหนิเอาได้

(ควรแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์อย่างนี้ว่า)

ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุข

มีความเกษม มีตนเป็นสุขเถิด

[๔] คือ เหล่าสัตว์ที่ยังเป็นผู้หวาดสะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง

ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด

เหล่าสัตว์ที่มีขนาดกายยาว ขนาดกายใหญ่ ขนาดกายปานกลาง

ขนาดกายเตี้ย ขนาดกายผอม หรือขนาดกายอ้วน

ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด

[๕] เหล่าสัตว์ที่เคยเห็นก็ดี เหล่าสัตว์ที่ไม่เคยเห็นก็ดี

เหล่าสัตว์ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกลก็ดี ภูตหรือสัมภเวสี ก็ดี

ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด

[๖] ไม่ควรข่มเหง ไม่ควรดูหมิ่นกันและกันในทุกโอกาส

ไม่ควรปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน

เพราะความโกรธและความแค้น

๑ หวาดสะดุ้ง หมายถึงมีตัณหาและความกลัวภัย มั่นคง หมายถึงบรรลุอรหัตตผล เพราะละตัณหาและ ความกลัวภัยได้ (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๐)
๒ ในที่นี้ ภูต หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ สัมภเวสี หมายถึงพระเสขะและปุถุชนผู้ยังต้องแสวงหาที่เกิด ต่อไป เพราะยังละภวสังโยชน์ไม่ได้
อีกนัยหนึ่ง ในกำเนิด ๔ สัตว์ที่เกิดในไข่และเกิดในครรภ์ ถ้ายังไม่เจาะเปลือกไข่หรือคลอดจากครรภ์ ออกมา ยังเรียกว่า สัมภเวสี ต่อเมื่อเจาะเปลือกไข่หรือคลอดออกมา เรียกว่า ภูต, พวกสังเสทชะ (เกิดที่ ชื้นแฉะ) และพวกโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) ในขณะจิตแรก ก็เรียกว่า สัมภเวสี ตั้งแต่ขณะจิตที่ ๒ เป็นต้นไป เรียกว่า ภูต (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka