Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 139

<< | หน้าที่ 139 | >>
[๓๓๙] บุคคลใดยังมีกระแสตัณหาอันแรงกล้า ๓๖ สาย

ที่มักไหลไปยังอารมณ์อันน่าพอใจ

ความดำริเป็นอันมากที่อาศัยราคะ

ย่อมนำบุคคลนั้นซึ่งมีความเห็นผิดไป

[๓๔๐] กระแสตัณหาทั้งหลายไหลไปในอารมณ์ทั้งหมด

ตัณหาดุจเถาวัลย์ ก็งอกงามขึ้น

พวกเธอ ครั้นเห็นตัณหาดุจเถาวัลย์ที่งอกงามนั้น

จงตัดรากด้วยปัญญา

[๓๔๑] สัตว์โลกผู้มีแต่โสมนัสซาบซ่าน

ฉ่ำชื้นด้วยเสน่หา

มัวแต่จะแสวงหาความสุขสำราญกันอยู่

จึงต้องเข้าถึงชาติและชราร่ำไป

[๓๔๒] หมู่สัตว์ถูกล้อมไว้ด้วยตัณหาที่ทำให้สะดุ้ง

จึงดิ้นรนเหมือนกระต่ายติดบ่วง

หมู่สัตว์ผู้ถูกสังโยชน์และกิเลสเครื่องข้อง ผูกไว้แน่น

ย่อมได้รับความทุกข์ร่ำไปชั่วกาลนาน

๑ ตัณหา ๓๖ สาย ได้แก่ ตัณหา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) อาศัยอายตนะภายใน ๖ (๓ x ๖ = ๑๘) อาศัยอายตนะภายนอก ๖ (๓ x ๖ = ๑๘) ได้กระแส ๓๖ สายที่ไหลไปในอารมณ์มีรูป เป็นต้นที่น่าชอบใจ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐)
๒ ปัญญา หมายถึงปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐)
๓ ฉ่ำชื้นด้วยเสน่หา หมายถึงเปียกชุ่มด้วยยางเหนียว คือตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐)
๔ หมายถึงสังโยชน์ ๑๐ ประการ และกิเลสเครื่องข้อง ๗ ประการ มีราคะเป็นต้นผูกไว้หรือเกี่ยวไว้ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka