Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 470

<< | หน้าที่ 470 | >>
บัณฑิตทั้งหลาย ตัดกระแสตัณหาที่กำหนัดยินดี

ในปิยรูปสาตรูป ที่คนทั่วไปล่วงพ้นได้ยากขาดสิ้นแล้ว

ชื่อว่าดับกิเลสได้สิ้นเชิง ล่วงพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น

บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นแจ้งอริยสัจ

จบเวท รู้สิ่งทั้งปวงโดยชอบ

ย่อมไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

เพราะรู้ยิ่งถึงภาวะสิ้นสุดการเกิด

แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล

กามูปปัตติสูตรที่ ๖ จบ


๗. กามโยคสูตร


ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยกามไปสู่วัฏฏสงสาร


{๒๗๖} [๙๖] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

“ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบตนด้วยกามโยคะ ประกอบตนด้วยภวโยคะ ชื่อว่าเป็นอาคามี คือยังต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก

บุคคลผู้พรากตนออกจากกามโยคะ แต่ยังประกอบตนด้วยภวโยคะ ชื่อว่าเป็น อนาคามี คือเป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก

๑ ปิยรูปสาตรูป หมายถึงรูปเป็นต้นที่น่ารักและน่าพอใจด้วยอำนาจสุขเวทนา (ขุ.อิติ.อ.๙๕/๓๔๑)
๒ กามโยคะ หมายถึงราคะที่ประกอบด้วยกามคุณ ๕ (กามราคะ) (ขุ.อิติ.อ.๙๖/๓๔๒)
๓ ภวโยคะ หมายถึงความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในรูปภพและอรูปภพ อีกอย่างหนึ่ง หมายถึงราคะ ที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ (ขุ.อิติ.อ.๙๖/๓๔๒)
๔ อาคามี หมายถึงผู้อยู่ในพรหมโลก สามารถมาเกิดยังมนุษยโลกได้ (ขุ.อิติ.อ.๙๖/๓๔๒)
๕ อนาคามี หมายถึงผู้ไม่กลับมาเกิดในกามโลกอีก (ขุ.อิติ.อ.๙๖/๓๔๒)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka