Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 716

<< | หน้าที่ 716 | >>
[๘๙๗] อนึ่ง หากบุคคลเป็นผู้เลวทรามเพราะวาจาของผู้อื่นไซร้

เขาก็เป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมกับผู้นั้น

และถ้าผู้เรียนจบพระเวทเอง เป็นนักปราชญ์ได้ไซร้

บรรดาสมณะ ก็ไม่มีใครเป็นคนพาล

[๘๙๘] ชนเหล่าใดกล่าวสรรเสริญธรรมอื่นนอกจากธรรมนี้

ชนเหล่านั้นเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์

เดียรถีย์พากันกล่าวทิฏฐิมากแม้อย่างนี้

เพราะพวกเขาเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน

[๘๙๙] พวกเดียรถีย์พากันกล่าวความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น

ไม่กล่าวความหมดจดในธรรมเหล่าอื่น

พวกเดียรถีย์ตั้งอยู่ในทิฏฐิมากแม้อย่างนี้

ต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น

[๙๐๐] อนึ่ง เจ้าลัทธิกล่าวยืนยันในแนวทางของตน

ใส่ไฟใครอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะทิฏฐินี้

เจ้าลัทธินั้น กล่าวถึงผู้อื่นว่า เป็นคนพาล

มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา

พึงนำความมุ่งร้ายมาเองทีเดียว

[๙๐๑] เจ้าลัทธินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจและนับถือเองแล้ว

ก็ถึงการวิวาทในกาลข้างหน้าในโลก

คนที่เกิดมาละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งมวลได้

ย่อมไม่ก่อการมุ่งร้ายในโลก

จูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒ จบ


๑ จบพระเวท หมายถึงจบไตรเพท อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ มี ๓ คือ (๑) ฤคเวท หรืออิรุเวท ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า (๒) ยชุรเวท บทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่าง ๆ (๓) สามเวท ประมวลบทเพลงขับสำหรับสวดหรือร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ ต่อมาเพิ่ม (๔) อถรรพเวท หรืออาถรรพณเวท ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka