[๑๕๒] ผู้ใด ไม่รู้แจ้ง ย่อมก่ออุปธิกิเลส
ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมประสบทุกข์อยู่ร่ำไป
เพราะฉะนั้น ผู้รู้แจ้ง ไม่ควรก่ออุปธิกิเลส
เราอย่าถูกทุบศีรษะนอนอยู่อย่างนี้อีกต่อไป
๗. ติสสเถรคาถา
ภาษิตของพระติสสเถระ
(พระติสสเถระเมื่อจะประกาศโทษในลาภสักการะและความที่ตนไม่ติดข้องอยู่ ในลาภสักการะนั้น จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
{๒๗๔} [๑๕๓] ภิกษุโล้นครองผ้าสังฆาฏิ มักได้ ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน
ชื่อว่าได้ข้าศึกไว้มาก
[๑๕๔] ภิกษุรู้โทษในลาภสักการะว่า เป็นภัยใหญ่อย่างนี้แล้ว
ควรเป็นผู้มีลาภน้อย มีจิตไม่ชุ่มด้วยตัณหา มีสติ เว้นขาด
๘. กิมพิลเถรคาถา
ภาษิตของพระกิมพิลเถระ
(ท่านพระกิมพิลเถระเมื่อจะแสดงความอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี จึงได้ กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
{๒๗๕} [๑๕๕] พระศากยบุตรทั้งหลายซึ่งเป็นสหายกันในปาจีนวังสทายวัน
พากันละทิ้งโภคะไม่น้อย มายินดีในการเที่ยวแสวงหาบิณฑบาต
[๑๕๖] ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว
บากบั่นมุ่งมั่นเป็นนิตย์
ละความยินดีที่เป็นโลกิยะ
มายินดีอยู่ด้วยความยินดีในธรรม