Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 หน้าที่ 433

<< | หน้าที่ 433 | >>
(อุททาลกดาบสกล่าวกับปุโรหิตว่า)

{๑๙๐๙} [๖๔] บุคคลแม้จะมีพระเวทตั้งพัน อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น

แต่ไม่บรรลุจรณธรรม ก็พ้นจากทุกข์ไม่ได้

อาตมาเข้าใจว่า พระเวททั้งหลายเป็นสิ่งที่ไร้ผล

จรณธรรมพร้อมทั้งความสำรวมเท่านั้นเป็นสัจจะ

(ปุโรหิตกล่าวว่า)

{๑๙๑๐} [๖๕] พระเวททั้งหลายจะไร้ผลก็หาไม่

จรณธรรมพร้อมทั้งความสำรวมเท่านั้นเป็นสัจจะ

เพราะบุคคลบรรลุพระเวททั้งหลายแล้วย่อมได้เกียรติ

บุคคลผู้ฝึกตนดีแล้วด้วยจรณธรรมย่อมบรรลุความสงบ

(อุททาลกดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

{๑๙๑๑} [๖๖] มารดาบิดาและเผ่าพันธุ์ทั้งหลายที่บุคคลจะต้องเลี้ยงดู

บุตรเกิดแต่ผู้ใด เขาก็คือผู้นั้นนั่นเอง

อาตมาชื่อว่าอุททาลกะ เป็นวงศ์แห่งโสตถิยสกุลของท่าน

(พราหมณ์ถามถึงธรรมเนียมของพราหมณ์ว่า)

{๑๙๑๒} [๖๗] ท่านผู้เจริญ คนจะเป็นพราหมณ์ได้อย่างไร

จะเป็นพราหมณ์เต็มตัวได้อย่างไร

ปรินิพพานจะมีได้อย่างไร

และคนผู้ทรงธรรม บัณฑิตกล่าวเรียกว่าอย่างไร

(อุททาลกดาบสตอบว่า)

{๑๙๑๓} [๖๘] เพราะก่อไฟบูชาอยู่เนือง ๆ บุคคลจึงชื่อว่าเป็นพราหมณ์

บุคคลเมื่อรดน้ำบูชายัญและให้ยกเสาบูชายัญ

จึงชื่อว่าเป็นพราหมณ์เต็มตัว

พราหมณ์ผู้บำเพ็ญอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้เกษม

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียกว่าผู้ดำรงอยู่ในธรรม


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka