Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 หน้าที่ 488

<< | หน้าที่ 488 | >>
(มโหสธบัณฑิตยกเหตุผลอย่างอื่นมาว่า)

{๒๐๙๙} [๙๙] สิริย่อมละคนโง่ผู้ไม่จัดแจงการงาน

มีความคิดเลวทราม มีปัญญาทรามไปเหมือนงูลอกคราบเก่าทิ้ง

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(ต่อมาเสนกบัณฑิตคิดจะทำลายวาทะของมโหสธบัณฑิต จึงกล่าวว่า)

{๒๑๐๐} [๑๐๐] ขอจงทรงพระเจริญ ข้าพระองค์ทั้ง ๕ คนนี่แหละเป็นบัณฑิต

ทั้งหมดล้วนต้องประคองอัญชลีบำรุงพระองค์

พระองค์ทรงเป็นอิสระครอบงำข้าพระองค์ทั้งหลาย

ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นเจ้าแห่งภูต

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ

(พระโพธิสัตว์มโหสธบัณฑิตเมื่อจะทำลายวาทะของเสนกบัณฑิต จึงกราบทูล พระราชาว่า)

{๒๑๐๑} [๑๐๑] คนโง่มียศ เมื่อมีเหตุต่าง ๆ เกิดขึ้น

ก็เป็นทาสคนมีปัญญา

บัณฑิตย่อมจัดการเหตุที่ละเอียดได้

คนโง่ย่อมถึงความงวยงงในเหตุนั้น

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(พระโพธิสัตว์มโหสธบัณฑิตสรรเสริญปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปว่า)

{๒๑๐๒} [๑๐๒] แท้จริง ปัญญาเท่านั้นสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ

สิริเป็นที่ต้องการของคนโง่ผู้ยินดีในโภคะ

ส่วนญาณของท่านผู้รู้ทั้งหลายชั่งไม่ได้

คนมีสิริล่วงเลยคนมีปัญญาไปไม่ได้ไม่ว่าในกาลไหน ๆ


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka