Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 234

<< | หน้าที่ 234 | >>
เป็นผู้ให้ความสุขแก่สรรพสัตว์

เพราะกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงได้รับแต่ความสุข

[๑๑๕] ข้าพเจ้าผู้ประกอบด้วยปีติในพระพุทธเจ้า

สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า

เป็นที่พอใจของตนเอง และเป็นที่พอใจของคนอื่น

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้มีความพอใจ

[๑๑๖] พระชินเจ้าพระองค์ใด ทรงย่ำยีพวกเดียรถีย์

ล่วงพ้นเดียรถีย์ได้

ข้าพเจ้าเมื่อสรรเสริญคุณของพระชินเจ้าพระองค์นั้น

จึงชมเชยพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้มีแต่ความรุ่งเรือง

[๑๑๗] ข้าพเจ้าเมื่อกล่าวสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ได้กระทำตนให้เป็นที่รักแม้ของประชาชน

เป็นเหมือนดวงจันทร์อันมีในสารทกาล

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้น่ารัก น่าชม

[๑๑๘] ข้าพเจ้าชมเชยพระสุคตด้วยวาจาทุกอย่างตามความสามารถ

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีปฏิภาณวิจิตรเหมือนท่านพระวังคีสะ

[๑๑๙] คนพาลเหล่าใดเป็นผู้มีความสงสัย จึงดูหมิ่นพระมหามุนี

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงข่มคนพาลเหล่านั้นโดยการข่มขี่ที่ชอบธรรม

[๑๒๐] ข้าพเจ้าช่วยกำจัดกิเลสทั้งหลายของเหล่าสัตว์

ด้วยการสรรเสริญพระพุทธเจ้า

เพราะอานุภาพของกรรมนั้น

ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้มีจิตปราศจากกิเลส

๑ สารทกาล หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง ฤดูสารท ย่างเข้าฤดูหนาว (องฺ.ติก.(แปล) ๒๐/๖๔/๒๔๘,๙๕/๓๒๘)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka