ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
แปลความว่า
เพราะกรรมวิบากทั้งหลายจึงเป็นไป วิบากเกิดจากกรรม ภพใหม่ก็มีเพราะกรรม โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้
เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนือง ๆ อย่างนี้ ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖ ประการ ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (อดีตกาล) เป็นต้น แล้วกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า “ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ? ในภพ (๓) โยนิ (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗) และนิวาส (๙) ทั่วทั้งหมวด ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูปซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น นอกเหนือไปจากเหตุ พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก (ผู้สร้าง) นอกเหนือจากความเป็นไปของผล ก็มิได้เห็นผู้เสวยผล จึงเป็นอันว่า พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า เมื่อมีเหตุ บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้มันว่า “มีผู้สร้าง” เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก ก็กำกล่าวว่า “มีผู้เสวย” ดังนี้เท่านั้น
[๒๘๙] เพราะฉะนั้น ท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า :-
กมฺมสฺส การโก นตฺถิ วิปากสฺส จ เวทโก
สุทฺธธมฺมา ปวตฺตนฺติ เอวํ สมฺมทสฺสนํ.
แปลความว่า
ผู้สร้างกรรมไม่มี และผู้เสวยผล (ของกรรม) ก็ไม่มี ธรรมล้วน ๆ เป็นไปอย่างเดียว นี้เป็นสัมมาทัสสนะ (คือความเห็นโดยชอบ)
เอวํ กมฺเม วิปาเก จ วฏฺฏมาเน สเหตุเก
พีชรุกฺขาทิกานํว ปุพฺพา โกฏิ น นายติ.
แปลความว่า
เมื่อกรรมและวิบากพร้อมทั้งเหตุเป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็ไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลาย ดุจไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลายของเมล็ดพืชและต้นไม้เป็นต้น ฉะนั้น