visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1010 | >>

ความจริง โลกียปริญญา (คือ การกำหนดรู้ชั้นโลกียะ) มีอยู่ ๓ คือ :

๑. ญาตปริญญา การกำหนดรู้ในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว (ปรากฏอยู่แล้ว)
๒. ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ด้วยการไต่ตรอง (ใคร่ครวญ)
๓. ปหานปริญญา การกำหนดรู้ด้วยการละ

ปริญญาทั้ง ๓ นี้ ท่านกล่าวระบุถึงไว้แล้ว (ในปฏิสัมภิทามัคค์) ว่า “ปัญญา ในการรู้ยิ่ง ชื่อว่าญาณ โดยความหมายว่ารู้กันอยู่แล้ว ปัญญาในการกำหนดรู้ ชื่อว่าญาณ โดยความหมายว่าไต่ตรอง ปัญญาในการละ ชื่อว่าญาณ โดยความหมายว่าสละไป” ดังนี้

ในปริญญา ๓ อย่างนั้น ปัญญาที่เป็นไปด้วยการกำหนดรู้ลักษณะเฉพาะของธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เช่นอย่างนี้ว่า “รูปมีลักษณะเสื่อมสลายไป เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์” ดังนี้ ชื่อว่า ญาตปริญญา (กำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว) ส่วนปัญญาคือวิปัสสนามีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ซึ่งยกธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแลขึ้นสู่สามัญญลักษณะแล้วเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า “รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง” ดังนี้ ชื่อว่า ตีรณปริญญา แต่วิปัสสนาปัญญาที่มี(ไตร)ลักษณ์เป็นอารมณ์นั้นแล ซึ่งเป็นไปด้วยการละความหมายรู้ มีความหมายรู้ว่าเที่ยงเป็นต้น ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง ชื่อว่า ปหานปริญญา

ในปริญญา ๓ นั้น ตั้งแต่ สังขารปริจเฉท (การกำหนดรู้สังขาร คือ นามรูปปริจเฉทญาณซึ่งเป็นญาณที่ ๑) มาถึง ปัจจยปริคคหะ (การกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือปัจจยปริคคหญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ ๒) เป็นภูมิของ ญาตปริญญา เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นใหญ่อยู่แก่การแทงตลอดลักษณะเฉพาะตัวของธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ส่วนตั้งแต่กลาปสัมมสนะ (ญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ ๓) จนถึงอุทยัพพยานุปัสสนา (ญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ ๔) เป็นภูมิของ ตีรณปริญญา เพราะในระหว่างนี้ความเป็นใหญ่อยู่แก่การแทงตลอดสามัญลักษณะโดยเฉพาะตั้งแต่กังขานัปัสสนา (ญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ ๕) เป็นต้นไป จนถึงญาณในเบื้องสูง เป็นภูมิของ ปหานปริญญา เพราะว่า ตั้งแต่กังขานัปัสสนาญาณนั้นไป ความเป็นใหญ่อยู่แก่อนุปัสสนา ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จการละความหมายรู้ มีความหมายรู้ว่าเที่ยงเป็นต้น (ตามที่ท่านกล่าวไว้) อย่างนี้ว่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka