ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
(๑) เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความไม่เที่ยง ก็ละความหมายรู้ว่าเที่ยง
(๒) เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความเป็นทุกข์ ก็ละความหมายรู้ว่า เป็นสุข
(๓) เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความไม่มีอัตตา ก็ละความหมายรู้ว่า มีอัตตา
(๔) เมื่อเบื่อหน่าย ก็ละความเพลิดเพลินยินดี
(๕) เมื่อปราศจากความกำหนัด ก็ละราคะ
(๖) เมื่อดับ ก็ละเหตุเป็นแดนเกิด (สมุทัย)
(๗) เมื่อสลัดทิ้งไป ก็ละความยึดถือ ดังนี้ ฯ
ในปริญญา ๓ (ดังกล่าว) นี้ เป็นอันว่า โยคีได้บรรลุ ญาตปริญญา โดยเฉพาะแล้ว เพราะได้ทำทั้งสังขารปริจเฉท (ญาณที่ ๑) ด้วย ทั้งปัจจยปริคคหะ (ญาณที่ ๒) ด้วย ให้สำเร็จแล้ว และปริญญาอีก ๒ อย่าง ก็ควรบรรลุด้วย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ (ข้างต้น) ว่า “เพราะเมื่อ ตีรณปริญญา เป็นไปอยู่ มัคคามัคคญาณ จึงบังเกิดขึ้น และ ตีรณปริญญา ก็บังเกิดขึ้นในลำดับของ ญาตปริญญา เพราะฉะนั้น โยคีผู้ปรารถนาบรรลุมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ นั้น จะต้องทำโยคะในการกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกองก่อน” ดังนี้
[๒๕๔] ในการกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกอง (ที่เรียกว่า กลาปสัมมสนะ) นั้น มีพระบาลี (แปลความ) ดังนี้
ถาม “ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่า สัมมสนญาณ (คือ ญาณในการกำหนดรู้) เป็นอย่างไร”
ตอบ “รูปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ทั้งภายในหรือภายนอก ทั้งหยาบหรือละเอียด ทั้งเลวหรือประณีต ทั้งอยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ โยคีกำหนดรู้รูปทั้งหมดนั้นโดยความไม่เที่ยง เป็นสัมมสนะ ๑
“กำหนดรู้ ... โดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะ ๑
“กำหนดรู้ ... โดยความไม่มีอัตตา เป็นสัมมสนะ ๑
“เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ... กำหนดรู้ ...
“สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ... กำหนดรู้ ...