visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1011 | >>

(๑) เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความไม่เที่ยง ก็ละความหมายรู้ว่าเที่ยง

(๒) เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความเป็นทุกข์ ก็ละความหมายรู้ว่า เป็นสุข

(๓) เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความไม่มีอัตตา ก็ละความหมายรู้ว่า มีอัตตา

(๔) เมื่อเบื่อหน่าย ก็ละความเพลิดเพลินยินดี

(๕) เมื่อปราศจากความกำหนัด ก็ละราคะ

(๖) เมื่อดับ ก็ละเหตุเป็นแดนเกิด (สมุทัย)

(๗) เมื่อสลัดทิ้งไป ก็ละความยึดถือ ดังนี้ ฯ

ในปริญญา ๓ (ดังกล่าว) นี้ เป็นอันว่า โยคีได้บรรลุ ญาตปริญญา โดยเฉพาะแล้ว เพราะได้ทำทั้งสังขารปริจเฉท (ญาณที่ ๑) ด้วย ทั้งปัจจยปริคคหะ (ญาณที่ ๒) ด้วย ให้สำเร็จแล้ว และปริญญาอีก ๒ อย่าง ก็ควรบรรลุด้วย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ (ข้างต้น) ว่า “เพราะเมื่อ ตีรณปริญญา เป็นไปอยู่ มัคคามัคคญาณ จึงบังเกิดขึ้น และ ตีรณปริญญา ก็บังเกิดขึ้นในลำดับของ ญาตปริญญา เพราะฉะนั้น โยคีผู้ปรารถนาบรรลุมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ นั้น จะต้องทำโยคะในการกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกองก่อน” ดังนี้

[๒๕๔] ในการกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกอง (ที่เรียกว่า กลาปสัมมสนะ) นั้น มีพระบาลี (แปลความ) ดังนี้

ถาม “ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่า สัมมสนญาณ (คือ ญาณในการกำหนดรู้) เป็นอย่างไร”

ตอบ “รูปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ทั้งภายในหรือภายนอก ทั้งหยาบหรือละเอียด ทั้งเลวหรือประณีต ทั้งอยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ โยคีกำหนดรู้รูปทั้งหมดนั้นโดยความไม่เที่ยง เป็นสัมมสนะ ๑

“กำหนดรู้ ... โดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะ ๑

“กำหนดรู้ ... โดยความไม่มีอัตตา เป็นสัมมสนะ ๑

“เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ... กำหนดรู้ ...

“สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ... กำหนดรู้ ...

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka