ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๒๖. อวิชชาเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง ขลฯ ชราและมรณะ เป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง” ดังนี้ สิ่งทั้งปวงที่ควรรู้ยิ่ง ท่านย่นย่อไว้ด้วยเปยาล (คือ ขปป) ในที่ทุกแห่ง ในวิสุทธิมรรคนี้ เพราะท่านกล่าวไว้วิสดารอย่างนั้น ในอภิญญานิเทศนั้นแล้ว แต่ว่า เมื่อได้ย่นย่อไว้อย่างนี้แล้ว โลกุตตรธรรมทั้งหลายเหล่าใดมาในพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคนี้ ไม่ควรรับเอาธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไว้ในอภิการนี้ เพราะไม่เข้าถึงสัมมสนะ (ญาณ) อีกประการหนึ่ง ถึงในบรรดาธรรมทั้งหลายที่เข้าถึงสัมมสนะ (คือการกำหนดรู้) เฉพาะธรรมทั้งหลายที่ปรากฏชัด (และ) ถึงการกำหนดรู้ได้ง่าย โยคีนั้นจึงควรเริ่มกำหนดรู้ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
[๒๕๖] ในสัมมสนะนั้น มีการประกอบวิธีปรารภโดยทางขันธ์ ดังนี้ คือ “รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ... ขลฯ โดยกำหนดรู้รูปทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง เป็นสัมมสนะ ๑ ... โดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะ ๑ ... โดยความไม่มีอัตตา เป็นสัมมสนะ ๑”๑ พระภิกษุนั้นครั้นกำหนดรูปหมวดแม่ทุกชนิดซึ่งมีได้ขัดตายตัวลงไปอย่างนี้ว่า “รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง” โดยโอกาสทั้ง ๑๑ คือ (จำแนก) โดยหมวด ๓ (แห่งกาลมี) อดีต (เป็นต้น) และโดยหมวด ๒ (แห่งรูปมี) รูปภายในเป็นต้น อีก ๔ หมวดด้วย๒ โดยอาการเพียงนี้ แล้วกำหนดรูปทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง ชื่อว่า กำหนดรู้ว่า “อนิจจะ”
ถาม กำหนดรู้ว่า “อนิจจะ” อย่างไร ?
ตอบ กำหนดรู้ว่า “อนิจจะ” โดยนัยดังกล่าวไว้ข้างหน้านั่นแล เพราะท่านกล่าวไว้แล้วว่า “รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง โดยความหมายว่า สิ้นไป” ดังนี้ เพราะฉะนั้น พระภิกษุนั้นจึงกำหนดรู้ว่า “รูปใดเป็นอดีต รูปนั้นสิ้นไปแล้วในอดีตนั่นแล ไม่มาถึงภพนี้ เพราะเหตุนี้จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความว่าสิ้นไปรูปใดเป็นอนาคต จักเกิดขึ้นในภพเป็นลำดับไป ถึงแม้รูปนั้นก็จักสิ้นไปในภพนั้นนั่นเอง จักไม่จากภพนั้นไปสู่ภพอื่น เพราะเหตุนี้ จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความหมายว่าสิ้นไปรูปใดเป็นปัจจุบัน ถึงแม้รูปนั้นก็สิ้นไปในภพนี้เอง ไม่ไปจากภพนี้ เพราะเหตุนี้จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความหมายว่าสิ้นไป