ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในรูปสัตตกะและอรูปสัตตกะนั้น เมื่อโยคาวจรยกขึ้น (สู่พระไตรลักษณ์) แล้วกำหนดรู้โดยอาการเหล่านี้ คือ :-
๑. โดยความยึดถือไว้และการปล่อยวาง
๒. โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย
๓. โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากอาหาร
๔. โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากฤดู
๕. โดยความเป็นรูปเกิดจากกรรม
๖. โดยความเป็นรูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน
๗. โดยความเป็นรูปธรรมดา
ดังนี้ชื่อว่ายกขึ้นกำหนดรู้โดยทาง รูปสัตตกะ
เพราะฉะนั้น ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
อาทานนิกเขปโต วยวุฑฺฒตถโตคามิโต
อาหารโต จ อุตุโต กมฺมโต จาปิ จิตฺตโต
ธมฺมตารูปโต สตฺต วิถาเรน วิปสฺสติ.
แปลความว่า
โยคาวจรรู้เห็นโดยพิสดาร โดยอาการ ๗ คือ โดยการยึดถือไว้และการปล่อยวาง ๑ โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย ๑ โดยอาหาร ๑ โดยอุตุ ๑ โดยกรรม ๑ โดยจิต ๑ โดยรูปธรรมดา ๑
ในอาการ ๗ นั้น คำว่า “การยึดถือไว้” หมายถึง ปฏิสนธิ คำว่า “ปล่อยวาง” หมายถึง จุติ โยคาวจรกำหนดแบ่ง ๑๐๐ ปี (ออกเป็น ๒ ตอน) โดยการยึดถือไว้ (ปฏิสนธิ) และการปล่อยวาง (จุติ) เหล่านี้ แล้ว ยกพระไตรลักษณ์เข้าในสังขารทั้งหลาย
(ถาม) ยกพระไตรลักษณ์อย่างไร ? (ตอบ) ในระหว่าง (การยึดถือไว้และการปล่อยวาง) นี้ สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง (ถาม) เพราะเหตุไร ? (ตอบ) เพราะเป็นไปโดย