ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๑๙ ดวงนั้น จิตดวงใดเป็นกามาวจร จิตดวงนั้นเป็นโดยตทาลัมพนะในอารมณ์ที่มีกำลังในทวาร ๖ แต่ในปัตติกาล เพราะความที่รูปทั้งหลายมาสู่คลองจักขุ เพราะดวงจักขุได้แตกทำลายไป จักขุวิญญาณอาศัยแสงสว่างมีมนสิการเป็นเหตุ จึงเกิดขึ้นพร้อมกับสัมปยุตธรรมทั้งหลาย เพราะว่า ในฐิติขณะแห่งจักขุประสาท รูปที่ถึงความตั้งอยู่นั้นเองกระทบจักขุ ครั้นจักขุนั้นถูกรูปกระทบ ภวังคก์เกิดขึ้นดับไป ๒ ครั้ง จากนั้น กิริยามโนธาตุก็เกิดขึ้น ทำอาวัชชนกิจ (การรำพึงนึก) ให้สำเร็จในอารมณ์นั้นนั่นเอง ในลำดับนั้น จักขุวิญญาณที่เป็นกุศลวิบาก หรือเป็นอกุศลวิบาก ก็เกิดขึ้นเห็นรูปอันเดียวกันนั้น จากนั้น วิปากมโนธาตุก็เกิดขึ้นรับรูปเดียวกันนั้น (สัมปฏิจฉนะ) ครั้นแล้ววิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุก็เกิดขึ้น พิจารณา (สันตีรณะ) รูปเดียวกันนั้นนั่นเอง จากนั้น กิริยาเหตุกมโนวิญญาณธาตุประกอบด้วยอุเบกขาก็เกิดขึ้นกำหนด (โวฏฐัพพนะ) รูปอันเดียวกันนั้น ต่อจากนั้น บรรดากุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิต ที่เป็นกามาวจรทั้งหลาย อเหตุกจิตประกอบด้วยอุเบกขา ๑ ดวง หรือ ชวนะ ๕ หรือ ๗ ก็เกิดขึ้น จากนั้นในบรรดาตทาลัมพนจิต ๑๑ ดวงของกามาวจรจิตทั้งหลาย ตทาลัมพนจิตดวงใดดวงหนึ่งซึ่งสมควรแก่ชวนะก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
แม้ในทวารนอกนี้ (มีโสตทวารเป็นต้น) ก็มีนัยดังกล่าวมานี้ แต่ในมโนทวาร แม้มรรคจิตจึงทั้งหลายก็เกิดขึ้นฉะนี้แล
พึงเห็นความเกิดขึ้นของอรูปในทวารทั้งหลาย ๖ ด้วยประการดังกล่าวนี้
ความจริง เมื่อโยคาวจรเห็นอยู่ซึ่งความเกิดของรูป ด้วยอาการดังกล่าวนี้ ชื่อว่า กำหนดรู้อรูปตามกาล (คือในเวลาหนึ่ง)
โยคาวจรท่านหนึ่ง แม้กำหนดรู้รูปตามกาล (ในเวลาหนึ่ง) และกำหนดรู้อรูปตามกาล (ในอีกเวลาหนึ่ง) (ด้วยสัมมสนญาณ) โดยอาการดังกล่าวนี้แล้ว ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ ปฏิบัติอยู่โดยลำดับ (จนบรรลุอุทยัพพยญาณขึ้นไป) ก็ทำปัญญาภาวนาให้ถึงพร้อมได้
[๗๐๖] โยคาวจรอีกท่านหนึ่งยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วกำหนดรู้สังขารทั้งหลาย (ด้วยสัมมสนญาณ) โดยทาง รูปสัตตกะ (คือ มนสิการโดยอาการ ๗ ในรูป) และทาง อรูปสัตตกะ (คือ มนสิการโดยอาการ ๗ ในอรูป)