ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โอภาสนั้นเป็นอนัตตา โดยความหมายว่าไม่เป็นไปในอำนาจ เป็นอนิจจัง โดยความหมายว่ามีแล้วหามิไม่ เป็นทุกข์ โดยความหมายว่าเบียดเบียนเฉพาะหน้าด้วยความเกิดและความดับ” ดังนี้
พึงขยายคำทั้งปวงให้พิสดาร โดยนัยดังกล่าวไว้แล้วในอรูปสัตตกกัมมัฏฐานเถิด อนึ่ง ในโอภาสฉันใด แม้ในอุปกิเลสทั้งหลายที่เหลือก็ฉันนั้น
โยคาวจรท่านนั้นครั้นใคร่ครวญเห็นอย่างนี้แล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ซึ่งอาการว่า “นี้มิใช่ของฉัน ฉันมิใช่สิ่งนี้ นี้มิใช่อัตตาของฉัน” ดังนี้ เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ซึ่งญาณ ... ฯลฯ ... ซึ่งนิกันติว่า “นี้มิใช่ของฉัน ฉันมิใช่สิ่งนี้ นี้มิใช่อัตตาของฉัน” ดังนี้ เมื่อโยคาวจรนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ อย่างนี้ (ท่าน) ก็ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอนในเพราะอุปกิเลสทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
อิมานิ ทส ฐานานิ
ปญฺญา ยสฺส ปริจฺจิตา
ธมฺมุทรุจุกุสโล โหติ
น จ วิกฺเขเป คจฺฉติ.๑
แปลความว่า
โยคีใดมีฐานะ ๑๐ (มีโอภาสเป็นต้น) เหล่านี้อบรมด้วยปัญญาแล้ว โยคีนั้น เป็นผู้ฉลาดในรัมมุทรึจะและไม่ถึงความฟุ้งซ่าน
โยคาวจรท่านนั้นเมื่อไม่ถึงความฟุ้งซ่านดังกล่าวนี้ ก็ถากถางรกชัฏคืออุปกิเลสครบ ๓๐ อย่างนั้นได้แล้ว กำหนดรู้มรรคและมิใช่มรรคได้เองว่า “ธรรมทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้นมิใช่มรรค แต่วิปัสสนาญาณที่พ้นแล้วจากอุปกิเลสดำเนินไปตามวิถี (ของวิปัสสนา) เป็นมรรค” ดังนี้ ญาณที่รู้มรรคและมิใช่มรรคว่า “นี่คือมรรค นี่มิใช่มรรคของโยคีนั้น พึงทราบว่าเป็น มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” ด้วยประการฉะนี้
๑ ขุ. ป. (บาลี) ๓๑/๙/๓๑๗