ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โยคาวจรผู้ไม่ฉลาด ไม่เฉียบแหลม ก็กวัดไหว ฟุ้งซ่านอยู่ในอุปกิเลสทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้น ด้วยอำนาจของคาหะเหล่านั้น เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ซึ่งอุปกิเลสทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้น แต่ละอย่างๆ ว่า “นี่เป็นของฉัน ฉันเป็นนี่ นี่เป็นอัตตาของฉัน” ดังนี้ เพราะฉะนั้น ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า:-
โอภาส เจว ญาณญ จ
ปีติยา จ วิกมฺปติ
ปสฺสทฺธิยา สุข เจว
เยหิ จิตฺตํ ปโมทติ.
อธิโมกฺเข จ ปคฺคาเห
อุปฏฺฐาเน จ กมฺปติ
อุเปกฺขาย จ ฉนฺทยญฺจ
อุเปกฺขาย นิกนฺติยา.๑
แปลความว่า
โยคาวจรหวั่นไหวอยู่ในเพราะโอภาส ในเพราะญาณ และในเพราะปีติด้วย ในเพราะปัสสัทธิและในเพราะสุขด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นเหตุหวั่นไหวของจิตและหวั่นไหวอยู่ในเพราะอธิโมกข์ ในเพราะปัคคาหะและในเพราะอุปัฏฐานะด้วย ทั้งในเพราะอาวัชชนูปกขาและในเพราะอุเบกขานิกันติด้วย
[๗๗๖] แต่โยคาวจรผู้ฉลาด ผู้เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม ถึงพร้อมด้วยความรู้ เมื่ออุปกิเลสทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้นเกิดขึ้น ก็กำหนดรู้ ใคร่ครวญเห็นมัน ด้วยปัญญาดังนี้ว่า “โอภาสนี้แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว แต่โอภาสนี้นั้นแล ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่งไว้ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายราคะไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา” ด้วยประการฉะนี้บ้าง ก็หรือว่าโยคาวจรนั้นมีความคิดในแง่นัยอย่างนี้ว่า “ถ้าโอภาสนี้พึงเป็นอัตตาไซร้ การถือ (โอภาสนั้น) ว่า “อัตตา” ก็ควร แต่โอภาสนี้มิใช่อัตตาเลย ถือว่า “เป็นอัตตา” เพราะฉะนั้น
๑ ขุ. ป. (บาลี) ๓๑/๙/๓๑๗