ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๗๙๑] (ถามว่า) แต่ ภยตูปัฏฐานญาณ กลัว หรือ ไม่กลัว ?
(ตอบว่า) ไม่กลัว เพราะว่า ภยตูปัฏฐานญาณนั้นเป็นแต่เพียงไตร่ตรองอยู่ว่า “สังขารทั้งหลายที่เป็นอดีต ก็ดับไปแล้ว สังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ก็กำลังดับไป สังขารทั้งหลาย ที่เป็นอนาคต ก็ดักดับไป” ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงเปรียบเสมือนบุรุษผู้มีดวงตา แลดูหลุมถ่านเพลิง ๓ หลุม ที่ใกล้ประตูเมือง ตัวเขาเองไม่กลัว เขาเป็นแต่เพียงเกิดความไตร่ตรอง (รู้สึกเสียวๆ) อยู่ว่า คนทั้งหลายใดๆ จักตกลงไปในหลุมทั้ง ๓ นี้ ทุกคนจักได้รับทุกข์ไม่น้อยเป็นแน่” ดังนี้เท่านั้น ฉันใด ก็หรือว่าเปรียบเหมือนบุรุษผู้มีดวงตา แลดูหลาว ๓ เล่ม คือ หลาวไม้ตะเคียน ๑ หลาวเหล็ก ๑ หลาวทอง ๑ เขาปักไว้เรียงกันอยู่ ตัวเองมิได้กลัว เป็นแต่เพียงบุรุษนั้นไตร่ตรอง (รู้สึกเสียวๆ) อยู่ว่า “คนทั้งหลายใดๆ จักตกลงไปบนหลาวทั้งหลายนี้ ทุกคนจักเสวยทุกข์หาได้น้อยไม่” ดังนี้อย่างเดียวเท่านั้น ฉันใด ภยตูปัฏฐานญาณ ก็นั้นนั่นเช่นกัน ญาณเองมิได้กลัว เพราะว่าญาณนั้นเป็นแต่เพียงไตร่ตรองอยู่ว่า “สังขารทั้งหลายในภพทั้ง ๓ ซึ่งเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ๓ หลุม และเปรียบด้วยหลาว ๓ เล่ม ที่เป็นอดีต ก็ดับไปแล้ว ที่เป็นปัจจุบัน ก็กำลังดับไป ที่เป็นอนาคต ก็ดักดับเป็นแน่” ดังนี้แต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่เพราะสังขารทั้งหลายที่ดำเนินไปอยู่ในภพ (๓) กำเนิด (๔) คติ (๕) วิญญาณฐีติ (๗) และสัตตาวาส (๙) ทุกหนทุกแห่ง เป็นสังขารถึงแล้วซึ่งความพินาศไป เป็นของที่มีภัยอยู่เฉพาะหน้า ปรากฏแก่ญาณนั้น โดยความน่ากลัวแต่อย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงเรียกญาณนั้นว่า ภยตูปัฏฐานญาณ
อนึ่ง ในความปรากฏโดยความน่ากลัวของญาณนั้น ดังกล่าวมานี้ มีพระบาลี (แปลความได้) ดังต่อไปนี้ “(ถามว่า) เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยง อะไรปรากฏโดยความน่ากลัว ? เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ ... โดยความเป็นอนัตตา อะไรปรากฏโดยความน่ากลัว ? (ตอบว่า) เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยง นิมิตปรากฏโดยความน่ากลัว เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ ความเป็นไป (ของสังขาร) ปรากฏโดยความน่ากลัว เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นอนัตตา ทั้งนิมิตและความเป็นไป ปรากฏโดยความน่ากลัว” ดังนี้๕
๑ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๑/๓๓๘