ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คำว่า “นิมิต” ในพระบาลีนั้น หมายถึง นิมิตคือสังขาร คำว่า “นิมิต” นี้ เป็นชื่อเรียกสังขารทั้งหลายโดยเฉพาะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เพราะว่า เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยง ก็เห็นแต่มรณะ (คือ ความดับ) อย่างเดียวของสังขารทั้งหลาย เพราะการเห็นแต่การดับนั้น นิมิตจึงปรากฏแก่โยคีนั้นโดยความน่ากลัว คำว่า “ความเป็นไป” หมายความว่า ความเป็นไปในรูปภพและอรูปภพ เพราะว่า เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ ก็เห็นแต่ความบีบคั้นเฉพาะหน้าเนืองๆ อย่างเดียวของความเป็นไป แม้ที่ย่อมดั้งว่าเป็นความสุข เพราะเหตุนั้น ความเป็นไป (ของสังขารทั้งหลาย) จึงปรากฏแก่โยคีนั้น โดยความน่ากลัว แต่เมื่อโยคีมนสิการอยู่โดยความเป็นอนัตตา ก็เห็นแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้น (คือทั้งนิมิตและความเป็นไปของสังขาร) เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของสูญ ไม่มีเจ้าของ ไม่มีผู้นำ เป็นประดุจบ้านร้าง และเป็นประดุจพยับแดด และคนธรรพนคร (วิมานในอากาศ) เป็นต้น เพราะเหตุนั้น นิมิตและความเป็นไปทั้ง ๒ จึงปรากฏแก่โยคีนั้นโดยความน่ากลัว ด้วยประการฉะนี้
จบ ภยตูปัฏฐานญาณ
[๗๙๒] เมื่อโยคีนั้น เสพอยู่เนืองๆ ทำให้เกิดอยู่ ทำให้มากๆ อยู่ ซึ่งภยตูปัฏฐานญาณนั้น ก็ปรากฏว่า ในภพ (๓) กำเนิด (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗) สัตตาวาส (๙) ทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่หลบลี้ ไม่มีภูมิที่จะไป ไม่มีที่พึ่งอาศัย ไม่มีความปรารถนา หรือความยึดเหนี่ยว ในสังขารทั้งหลาย ที่ดำเนินไปในภพ (๓) กำเนิด (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗) นิวาส (๙) ทั่วทุกหนทุกแห่ง แม้แต่เพียงสังขารเดียว ภพ ๓ ก็ปรากฏประดุจหลุมถ่านเพลิงซึ่งเต็มด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว มหาภูต ๔ ก็ปรากฏประดุจอสรพิษมีพิษร้าย ขันธ์ ๕ ก็ปรากฏประดุจเพชฌฆาตที่ยกดาบเงื้อง่าอยู่แล้ว อายตนะภายใน ๖ ก็ปรากฏประดุจหมู่บ้านร้าง อายตนะภายนอก ๖ ก็ปรากฏประดุจพวกโจรปล้นฆ่าชาวบ้าน วิญญาณฐีติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ก็ปรากฏประดุจถูกเผาด้วยไฟ ๑๑ กอง ลูกโฟลงและโชติช่วงอยู่ สังขารทั้งหลายทั้งปวงก็ปรากฏเป็นประดุจหัวฝี เป็นโรค ถูกลูกศรเสียบ และเป็นอาหาร เป็นกองแห่งโทษร้ายใหญ่หลวง หาความอบอุ่นมิได้ ไม่มีรส