visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1088 | >>

“ความเห็นนั้น ชื่อว่า ญาณ โดยความหมายว่า รู้แล้ว ชื่อว่า ปัญญา โดยความหมายว่า รู้ทั่ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ‘ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัว เป็นอาทีนวญาณ’ ดังนี้๑

[๗๙๓] คำว่า “ความเกิดขึ้น” ในคำพระบาลี (ที่แปลไว้ข้างต้น) นั้น หมายถึง การเกิดขึ้นในภพ เพราะกรรมในภพก่อนเป็นปัจจัย คำว่า “ความเป็นไป” หมายถึง ความเป็นไปของสังขารซึ่งเกิดขึ้นอย่างนั้นแล้ว คำว่า “นิมิต” หมายถึง นิมิต คือ สังขารแม้ทุกประการ คำว่า “ความขวนขวาย” หมายถึง กรรมอันเป็นเหตุให้ปฏิสนธิในภพต่อไป คำว่า “ปฏิสนธิ” หมายถึง การเกิดขึ้นในภพต่อไป คำว่า “คติ (ภูมิที่ไป)” หมายถึง ภูมิที่ไปซึ่งมีปฏิสนธิ คำว่า “นิพพัตติ (ความบังเกิด)” หมายถึง ความบังเกิดของขันธ์ทั้งหลาย คำว่า “อุปปัตติ (ความเข้าถึง)” หมายถึง ความเป็นไปแห่งวิบาก ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า “ความเป็นไปแห่งวิบาก ของผู้ถึงพร้อมแล้ว หรือว่า ของผู้เข้าถึงแล้ว” คำว่า “ชาติ (ความเกิด)” หมายถึง ชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งชรา เป็นต้น เกิดขึ้นเพราะภพเป็นปัจจัย อาการทั้งหลายมีชราและมรณะเป็นต้น เป็นอาการที่ปรากฏแล้วโดยเฉพาะ อนึ่ง ในพระบาลีนั้น อาการมีความเกิดขึ้นเป็นต้น ๕ อย่าง เท่านั้น ท่านกล่าวไว้โดยความเป็นวัตถุ (ที่ตั้ง) ของอาทีนวญาณ นอกนั้นท่านกล่าวไว้โดยเป็นไวพจน์ของอาการ ๕ อย่างเหล่านั้น เพราะว่า คำ “นิพพัตติ” (และ) “ชาติ” ๒ คำนี้ เป็นไวพจน์ของอุปปาทะ (ความเกิดขึ้น) และของปฏิสนธิ คำว่า “คติ” (และ) “อุปปัตติ” ๒ คำนี้ เป็นไวพจน์ของปวัตตะ (ความเป็นไป) คำว่า “ชรา” เป็นต้นเป็นไวพจน์ของนิมิต ดังนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ข้างต้น (ด้วยคาถาซึ่งแปลความว่า)

“โยคาวจรเห็นความเกิดขึ้นและความเป็นไปและนิมิต ความขวนขวายและปฏิสนธิว่าเป็นทุกข์นี้เป็นอาทีนวญาณ” ดังนี้ ๑ และว่า “อาทีนวญาณนี้เกิดใน ๕ ฐาน” ดังนี้ ๑

๑ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๔๕/๘๖

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka